รู้จักการตลาด 18+ ที่คุณต้องร้องซี๊ด !

Table of Contents

จะว่าไปแล้วเซ็กซ์ กับการตลาดนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เพราะใช้กันตั้งแต่ปี  1871  ซึ่งช่วงแรกสินค้ายาสูบและบุหรี่เริ่มใช้เซ็กซ์กระตุ้นลูกค้า

อย่างเช่น โฆษณาขายยาสูบยี่ห้อ Pearl ที่มีรูปผู้หญิงเปลือยท่อนบนตรงกลาง Banner ขนาดนี้ หรืออย่าง ในปี 1885 W. Duke & Sons ซึ่งเป็นยี่ห้อบุหรี่ก็นำรูปภาพของนักแสดงหญิงแต่งตัวเซ็กซี่ มาทำเป็นหีบห่อ

หรือ งานโฆษณาขายกางเกงยีนส์ยี่ห้อ Calvin Klein ภายใต้สโลแกนสุดคลุมเครือ “อยากรู้มั้ยว่าอะไรอยู่ระหว่างชั้นกับ Calvin Klein? … ไม่มีอะไรหรอก” ทำให้สโกแกนตัวนี้กลายเป็นประเด็นถกเถียงกันจนดันยอดขายยีนส์ได้จริง ๆ

แล้วทำไม เซ็กซ์ถึงได้ผลในการทำการตลาด ?

คำตอบคือ เพราะสมองของเรามีส่วนที่เรียกว่า “Lizard Brain”  ซึ่งสมองส่วนนี้จะอยู่ในระดับจิตใต้สำนึก เป็นการสั่งการเรื่องปัจจัยหลักในการดำรงอยู่ของมนุษย์ โดยโฟกัสแค่ 3 เรื่องเท่านั้นคือ อาหาร อันตราย และ เซ็กซ์  แถมมี Limbic System ที่มีผลต่อสมองส่วนนี้ในเรื่องของอารมณ์อีกด้วย นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมข้อความเกี่ยวกับเรื่องอย่างว่ามันทรงพลังซะเหลือเกิน ก็เพราะมันไปกระตุ้นสมองส่วนนี้เข้าให้ ฉะนั้นจะให้เฉยๆกับเรื่องอย่างว่าก็ยากเหมือนกัน แต่เราไม่จำเป็นต้องเห็นนางแบบนายแบบเปลือยหมด เพื่อกระตุ้นความอยากใช้สินค้าและบริการหรอก แค่นางแบบโชว์คอโชว์ข้อเท้า หรือการเล่นคำและประโยค ก็สามารถเรียกความสนใจจากลูกค้า และทำการตลาดได้อย่างเห็นผลมากพอแล้ว

แต่ถึงแม้เรื่อง “เซ็กซ์” จะเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ก็ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณีของประเทศนั้น ๆ โดยยิ่งเฉพาะประเทศไทย ที่ยังมีทัศนคติว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรพูด ไม่ควรกล่าวถึง เพราะเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม การที่จะทำการตลาดให้เข้าถึงเนื้อหามักมีข้อจำกัดอย่างมาก แต่สำหรับนักการตลาด มองว่าเรื่องนี้ถือว่าเป็นโอกาสทอง เพราะคนยิ่งถูกปิดกั้น จะยิ่งอยากรู้อยากเห็นและเข้าถึง Content เรื่อง SEX ได้ในที่สุด

และอีก 1 ตัวอย่างสำคัญที่เห็นได้ชัดคือ แบรนด์ถุงยางอนามัย อย่าง Durex ที่ถูกหยิบขึ้นมาสร้างความแตกต่างให้กับ Brand และตีโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้แตกจนกลายเป็น แบรนด์อันดับต้น ๆ ของโลก

โดย SEX TIPS คือกลยุทธ์ Content Marketing ที่ Durex Thailand ปล่อยออกมา โดยใช้ Website เป็น Hub ของบทความ ทำให้ผู้สนใจในเรื่องเหล่านี้ สามารถเปิดโลกทัศน์ใต้ผ้าห่มได้ง่ายขึ้น

การสร้าง Content ที่มีความ Creative และแฝงเรื่องราว Insight ที่น่าสนใจ ทำให้แบรนด์ Durex ขึ้นแท่นแบรนด์ถุงยางอนามัยที่ได้รับความนิยมที่สุดในโลก

อย่าฝากธุรกิจที่คุณสร้างขึ้นมากับมือ ด้วย Facebook Page เพียงอย่างเดียว

เพราะการตลาดออนไลน์ มีเทคนิคอีกมาก ที่รอให้คุณสัมผัส

ติดต่อเรา UNICRONET เพื่อเป้าหมายของคุณ

รีบติดต่อเราตอนนี้! ก่อนที่โอกาสทางธุรกิจจะหลุดลอยไป

LINE: @UNICRONET

TEL: 094-616-3651

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจอื่นๆของเรา

ทุกวันนี้เราอยู่ในยุคที่โลกออนไลน์หมุนเร็วจนบางครั้งก็ตามแทบไม่ทัน บางครั้งตื่นเช้ามาวันหนึ่งเราอาจจะเห็นแอปพลิเคชันใหม่ถือกำเนิดขึ้นมา พอตกบ่ายเทรนด์การทำวิดีโอสั้นก็เปลี่ยนรูปแบบไปอีกแล้ว ความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วนี้มักจะสร้างความกดดันให้คนทำธุรกิจอย่างมหาศาล หลายคนเกิดความรู้สึกกลัวที่จะตกรถขบวนสำคัญ กลัวว่าถ้าแบรนด์ของเราไม่ขยับตัวตามเทรนด์ให้ทัน ลูกค้าก็จะปันใจไปหาคนอื่นที่เคลื่อนไหวได้เร็วกว่า ความกังวลเหล่านี้แหละครับที่มักจะถูกพกติดตัวเข้ามาในห้องประชุม และกลายเป็นจุดเปลี่ยนเสมอเมื่อใครสักคนเปิดประเด็นขึ้นมาว่าแพลตฟอร์มนั้นกำลังมา คู่แข่งเราไปเปิดช่องแล้ว แบรนด์เราต้องมีบ้างนะ พอมีประโยคนี้ขึ้นมา เราก็มักจะคุ้นเคยกับสถานการณ์ที่ตามมาได้เป็นอย่างดี เวลาเห็นแบรนด์อื่นเริ่มหันมาทำคลิป Reels เราก็เรียกทีมมาคุยว่าต้องทำ Reels บ้าง หรือวันดีคืนดีมีคนพูดถึงว่า YouTube กำลังมาแรง เราก็ต้องตั้งกล้องถ่าย YouTube เพื่อไม่ให้ตกเทรนด์ สุดท้ายกลายเป็นว่าแบรนด์ของเรามีอยู่บน Facebook, Instagram, TikTok, YouTube, LINE และ X ครบทุกแพลตฟอร์ม แต่ปัญหาที่แท้จริงคือเรามีครบทุกช่องทาง แต่กลับไม่มีช่องไหนเลยที่เราทำได้ดีจริงๆ ต่างหากครับ เพราะบางช่องที่เราสมัครไป สุดท้ายก็ถูกปล่อยทิ้งร้างโพสต์บ้างไม่โพสต์บ้าง บางช่องไม่มีแม้แต่คนคอยตอบคอมเมนต์ หรือบางช่องอาจจะมียอด Engagement ที่ดูคึกคัก มีคนเข้ามากดไลก์จำนวนมาก แต่กลับไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ หรือไม่รู้เลยว่าเงินโฆษณาที่จ่ายไปนั้นทำหน้าที่อะไรในเส้นทางการตัดสินใจของลูกค้า คำถามที่ผมอยากชวนคิดก็คือถ้าแบรนด์ไม่ได้สิงสถิตอยู่บนทุกแพลตฟอร์มพร้อมๆ กัน แล้วทำไมเราถึงต้องพยายามเอาแบรนด์ไปอยู่ทุกที่? ปัญหาที่คุณกำลังเจออาจไม่ได้อยู่ที่คุณทำคอนเทนต์ไม่เก่งครับ แต่อยู่ที่เราเลือกช่องทางไม่ตรงกับหน้าที่ของมันต่างหาก ในมุมมองของคนที่ทำการตลาดออนไลน์ในเอเจนซี่โฆษณา และทีมรับทำการตลาด การเริ่มต้นเลือกแพลตฟอร์มไม่ควรเริ่มจากคำถามที่ว่า “ตอนนี้ช่องไหนกำลังฮิตที่สุด?” แต่ควรเป็นการตั้งคำถามว่า […]

ในยุคที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลและเปรียบเทียบทุกข้อเสนอได้เพียงแค่ปลายนิ้ว การทำธุรกิจดูเหมือนจะถูกบีบให้ต้องแข่งขันกันอย่างดุเดือดมากขึ้นเรื่อยๆ เราอยู่ในจุดที่บรรยากาศของตลาดเต็มไปด้วยการจัดแคมเปญกระตุ้นยอดขาย เปิดแอปพลิเคชันไหนก็มักจะเจอแต่ป้ายลดราคาดึงดูดสายตา จนหลายครั้งการหั่นราคากลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของการค้าขายไปโดยปริยาย เมื่อสภาพแวดล้อมของตลาดเป็นแบบนี้ ลองค่อยๆ นึกภาพตามสถานการณ์ที่มักจะเกิดขึ้นจริงดูนะครับ ธุรกิจหนึ่งที่เคยเดินหน้าไปได้เรื่อยๆ จู่ๆ ยอดขายกลับเริ่มตกลงและชะลอตัว ขณะเดียวกันคู่แข่งในตลาดก็เริ่มสาดโปรโมชั่นลดราคาเพื่อแย่งความสนใจ เจ้าของธุรกิจเมื่อเห็นกราฟยอดขายเริ่มนิ่ง ประกอบกับความกังวลว่าจะเสียฐานลูกค้า ก็มักจะตัดสินใจหั่นราคาตามเพื่อดึงคนกลับมา แต่เรื่องมักไม่จบแค่นั้น เพราะเมื่อเราลด คู่แข่งก็อาจจะตอบโต้ด้วยการดัมพ์ราคาให้ถูกลงไปอีก ธุรกิจก็ต้องกัดฟันลดตามไปอีกรอบเพื่อรักษายอดเอาไว้ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ออเดอร์อาจจะกลับมาคึกคัก ยอดขายรวมอาจจะพอดูได้ หรือบางครั้งยอดขายอาจจะเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ แต่พอถึงสิ้นเดือนมานั่งดูบรรทัดสุดท้ายของบัญชี กำไรกลับหดหายไปจนแทบไม่เหลือ ภาพนี้ชี้ให้เห็นความจริงที่น่าตกใจว่า “ยอดขาย” กับ “กำไร” ไม่ใช่เรื่องเดียวกันเลย คำถามสำคัญที่ตามมาก็คือ ถ้าการลดราคาช่วยให้คนตัดสินใจซื้อและขายของได้ง่ายขึ้น แล้วทำไมธุรกิจจำนวนมากยิ่งแข่งกันลดราคากลับยิ่งรู้สึกเหนื่อย และไปต่อได้ยากขึ้นเรื่อยๆ? นั่นเป็นเพราะ Price War หรือสงครามราคา ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการตั้งราคาหรือการแข่งกันเปลี่ยนตัวเลขบนป้าย แต่มันเป็นปัญหาเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกำไร ความคาดหวังของลูกค้า ภาพลักษณ์ของแบรนด์ และความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ในมุมของคนที่ทำงานเป็นเอเจนซี่โฆษณาหรือรับทำการตลาด สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่การทำโปรโมชั่นลดราคาเพียงครั้งคราว แต่คือการที่ธุรกิจเริ่มเสพติดและใช้ “ราคา” เป็นคำตอบหลักในการแก้ปัญหาสำหรับการทำการตลาดออนไลน์ต่างหากครับ ทำไมหลายธุรกิจถึงติดกับดักสงครามราคา? การตัดสินใจก้าวเข้าสู่สมรภูมิราคามักไม่ได้เกิดจากความตั้งใจที่จะทำลายตลาดตั้งแต่แรก แต่มันเกิดจากแรงกดดันรอบด้านที่บีบคั้นให้ธุรกิจต้องหาทางออกที่รวดเร็วที่สุด เมื่อคู่แข่งชิงลดราคาก่อน เราก็กลัวว่าจะสูญเสียส่วนแบ่งการตลาด บางครั้งก็เป็นความต้องการที่จะเร่งระบายสินค้าเพื่อนำกระแสเงินสดมาหมุนเวียน หรือพยายามดึงดูดลูกค้าใหม่ๆ […]

เคยสงสัยไหมครับว่าทำไม ยิ่งเราทุ่มเทแรงกายแรงใจผลิตคอนเทนต์ลงเพจมากเท่าไหร่ แต่บางครั้งยอดคนเห็นกลับดิ่งลงเรื่อยๆ จนน่าใจหาย หลายธุรกิจในปัจจุบันกำลังติดอยู่ในวังวนของการแข่งขันกับความเร็ว แล้วเชื่อว่ากุญแจสำคัญในการทำออนไลน์คือความถี่ในการนำเสนอ จนมองหาคนมารับทำการตลาดที่สัญญาว่าจะโพสต์ให้ได้วันละหลายๆ คอนเทนต์ แต่สุดท้ายผลลัพธ์กลับกลายเป็นความเงียบเหงาที่ไม่มีใครตอบรับ เพจเริ่มเงียบ ยอดขายเริ่มนิ่ง ทั้งที่ทีมงานขยันอัปเดตข้อมูลแทบจะทุกชั่วโมง ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของระบบเพียงอย่างเดียวหรอกครับ แต่เกิดจากเส้นผมบังภูเขาที่คนทำธุรกิจส่วนใหญ่มักมองข้ามไปต่างหาก สิ่งที่ผมเจอบ่อยเวลาพูดคุยกับลูกค้าที่เข้ามาปรึกษาเรื่องการทำการตลาดออนไลน์ คือความกังวลใจเรื่องเมทริกซ์หลังบ้านที่ดูไม่สอดคล้องกับความตั้งใจ บางบริษัทถึงขั้นเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ดูแลมาแล้วหลายคนเพราะแก้ปัญหายอดการมองเห็นไม่ได้ ในฐานะคนที่คลุกคลีอยู่ในเอเจนซี่มาหลายปี ผมบอกได้เลยว่านี่คือ Pain Point คลาสสิกที่แบรนด์ส่วนใหญ่ต้องเผชิญ และมุมมองของคนทำงานในเอเจนซี่โฆษณาอย่างพวกผม มักจะเริ่มต้นแก้ไขปัญหานี้ด้วยการกลับไปรื้อข้อมูลดิบมาวิเคราะห์อย่างละเอียด เพราะความจริงที่โหดร้ายในโลกดิจิทัลจริงๆ ก็คือการสาดคอนเทนต์ลงไปปริมาณมากๆ ไม่ได้แปลว่าอัลกอริทึ่มจะฟีดเนื้อหาของคุณให้ผู้คนเห็นมากขึ้น ในหลายครั้งมันกลับส่งผลเชิงลบ ทำลายประสิทธิภาพของเพจด้วยซ้ำไป วันนี้ผมจะพาทุกคนมาเจาะลึกเบื้องหลังการทำงานของระบบอย่างตรงไปตรงมา ว่าทำไมกลยุทธ์การโพสต์บ่อยจึงไม่ใช่สูตรสำเร็จอีกต่อไป และเราควรต้องปรับตัวชี้วัดอะไรบ้างก่อนที่จะตัดสินใจปรับเปลี่ยนทิศทางคอนเทนต์บนพื้นที่ออนไลน์ของคุณ โพสต์ถี่ ทำไม Reach กลับลดลง หลายธุรกิจเข้าใจผิดว่าจำนวนเนื้อหาแปรผันตรงกับยอดการมองเห็น โดยคิดเอาเองว่ายิ่งสร้างทางเลือกให้ผู้บริโภคมากเท่าไหร่ โอกาสที่กลุ่มเป้าหมายจะเลื่อนฟีดมาเจอก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมีระบบคัดกรองที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก การทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของตัวเลขเหล่านี้จึงเป็นด่านแรกที่คนทำธุรกิจต้องเรียนรู้ Reach และ Engagement ต่างกันอย่างไร เวลาวิเคราะห์เพจ ผมมักเริ่มจากการปรับความเข้าใจเรื่องฐานรากของสองคำนี้ใหม่เสมอ เพื่อให้เห็นภาพตรงกัน Reach คือจำนวน “คน” หรือบัญชีผู้ใช้งานที่ไม่ซ้ำกัน ซึ่งมีโอกาสมองเห็นโพสต์ของคุณอย่างน้อยหนึ่งครั้ง […]

หลายๆ คนที่ยิงแอด อาจจะเคยเจอปัญหาแบบนี้กันใช่ไหมครับ? ที่ยิงแอดไปก็ค่าคลิกแพงขึ้นทุกวันแต่ยอดโอนกลับนิ่งสนิท หรือบางทีหน้าแดชบอร์ดก็โชว์ว่าคนทักอินบ็อกซ์มารัวๆ แต่พอเอาเข้าจริง ทีมเซลส์กลับปิดการขายไม่ได้เลยสักออเดอร์ พอเห็นตัวเลข ROAS (Return on Ad Spend) ค่อยๆ ร่วงลงเรื่อยๆ หลายคนก็เริ่มถอดใจ แล้วหันไปโทษว่าแพลตฟอร์มปรับอัลกอริทึมบ้างล่ะ หรือคู่แข่งในตลาดตัดราคาบ้างล่ะ แต่เอาจริงๆ นะครับ จากประสบการณ์ที่ผมขลุกอยู่กับหลังบ้านของลูกค้ามาหลายปี ผมพบว่าปัญหาใหญ่มันไม่ได้เกิดจากระบบของ Facebook หรือ Google เลยครับ แต่มันเกิดจาก “ความเชื่อผิด ๆ” ที่ฝังหัวเจ้าของธุรกิจหลายคนต่างหาก ซึ่งในตอนที่ลูกค้าตัดสินใจเข้ามาปรึกษาทีมรับทำการตลาด สิ่งแรกที่ผม และทีมมักจะทำ ไม่ใช่การรีบเปิดคอมพิวเตอร์แล้วกดสร้างแคมเปญใหม่ให้ทันทีนะครับ แต่เราต้องมานั่งจับเข่าคุยเพื่อเคลียร์วิธีคิดกันใหม่ก่อนเลย และนี่คือ 5 ความเชื่อสุดคลาสสิกที่ผมเจอซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นความเชื่อที่ทำให้หลายธุรกิจต้องยอมจ่ายเงินทิ้งไปฟรีๆ ซึ่งผมอยากเอามาแชร์ให้ทุกคนลองเช็กตัวเองดูครับว่า เรากำลังเผลอทำสิ่งเหล่านี้อยู่หรือเปล่า ใช้เครื่องมือเดียวกัน แต่ทำไมผลลัพธ์ถึงต่างกัน  ลองนึกภาพตามผมนะครับ สมมุติว่ามีธุรกิจ A กับธุรกิจ B ขายสินค้าประเภทเดียวกันเป๊ะ กลุ่มลูกค้าก็คล้ายๆ กัน แถมยังใช้ฟีเจอร์ยิงแอดในระบบเดียวกันทุกปุ่ม แต่ทำไมผลลัพธ์ตอนสิ้นเดือนถึงได้ออกมาต่างกันราวฟ้ากับเหว? หลายคนอาจจะคิดว่า อ๋อ […]