หลายๆ คนที่ยิงแอด อาจจะเคยเจอปัญหาแบบนี้กันใช่ไหมครับ? ที่ยิงแอดไปก็ค่าคลิกแพงขึ้นทุกวันแต่ยอดโอนกลับนิ่งสนิท หรือบางทีหน้าแดชบอร์ดก็โชว์ว่าคนทักอินบ็อกซ์มารัวๆ แต่พอเอาเข้าจริง ทีมเซลส์กลับปิดการขายไม่ได้เลยสักออเดอร์ พอเห็นตัวเลข ROAS (Return on Ad Spend) ค่อยๆ ร่วงลงเรื่อยๆ หลายคนก็เริ่มถอดใจ แล้วหันไปโทษว่าแพลตฟอร์มปรับอัลกอริทึมบ้างล่ะ หรือคู่แข่งในตลาดตัดราคาบ้างล่ะ
แต่เอาจริงๆ นะครับ จากประสบการณ์ที่ผมขลุกอยู่กับหลังบ้านของลูกค้ามาหลายปี ผมพบว่าปัญหาใหญ่มันไม่ได้เกิดจากระบบของ Facebook หรือ Google เลยครับ แต่มันเกิดจาก “ความเชื่อผิด ๆ” ที่ฝังหัวเจ้าของธุรกิจหลายคนต่างหาก
ซึ่งในตอนที่ลูกค้าตัดสินใจเข้ามาปรึกษาทีมรับทำการตลาด สิ่งแรกที่ผม และทีมมักจะทำ ไม่ใช่การรีบเปิดคอมพิวเตอร์แล้วกดสร้างแคมเปญใหม่ให้ทันทีนะครับ แต่เราต้องมานั่งจับเข่าคุยเพื่อเคลียร์วิธีคิดกันใหม่ก่อนเลย และนี่คือ 5 ความเชื่อสุดคลาสสิกที่ผมเจอซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นความเชื่อที่ทำให้หลายธุรกิจต้องยอมจ่ายเงินทิ้งไปฟรีๆ ซึ่งผมอยากเอามาแชร์ให้ทุกคนลองเช็กตัวเองดูครับว่า เรากำลังเผลอทำสิ่งเหล่านี้อยู่หรือเปล่า
ใช้เครื่องมือเดียวกัน แต่ทำไมผลลัพธ์ถึงต่างกัน
ลองนึกภาพตามผมนะครับ สมมุติว่ามีธุรกิจ A กับธุรกิจ B ขายสินค้าประเภทเดียวกันเป๊ะ กลุ่มลูกค้าก็คล้ายๆ กัน แถมยังใช้ฟีเจอร์ยิงแอดในระบบเดียวกันทุกปุ่ม แต่ทำไมผลลัพธ์ตอนสิ้นเดือนถึงได้ออกมาต่างกันราวฟ้ากับเหว?
หลายคนอาจจะคิดว่า อ๋อ ก็บริษัทนั้นเขามีงบเยอะกว่าไง หรือไม่เขาก็คงจ้างทีมเก่ง ๆ มาทำให้แน่ ๆ แต่พูดตรง ๆ เลยนะครับ คนที่ทำงานอยู่ในวงการเอเจนซี่โฆษณาจะรู้ดีว่า ความแตกต่างมันไม่ได้อยู่ที่ใครมีเครื่องมือลับอะไรหรอกครับ แต่มันอยู่ที่ “วิธีคิด การตีความตัวเลข และการตัดสินใจหน้างาน” ล้วนๆ
การทำการตลาดออนไลน์ในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องของการเดาใจลูกค้า หรือใช้ความรู้สึกตัดสินว่ารูปภาพไหนสวยกว่ากันอีกต่อไปแล้วครับ แต่มันคือการเล่นกับข้อมูล (Data) คนที่ทำงานสายรับทำการตลาดอย่างจริงจัง เขาจะดูออกว่าแคมเปญไหนควรไปต่อ และแคมเปญไหนควรสั่งปิดทันที ซึ่งถ้าคุณยังติดอยู่กับวิธีคิดแบบเดิม ๆ ต่อให้คุณจะยอมจ่ายเงินจ้างเอเจนซี่โฆษณาระดับท็อปมาช่วยดูให้ งบประมาณหลักแสนหลักล้านก็อาจจะละลายหายไปในพริบตาได้เหมือนกันครับ
ความเชื่อที่ 1 : เพิ่มงบแล้วขายดีขึ้นทันที
ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงเชื่อแบบนี้
เวลาเรายิงแอดไปสักพักแล้วเริ่มเห็นออเดอร์ไหลเข้ามา เจ้าของธุรกิจร้อยทั้งร้อยก็จะเริ่มใจชื้นครับ แล้วตรรกะง่ายๆ ก็จะผุดขึ้นมาในหัวว่า “ถ้าเราใส่เงินเข้าไปอีกเท่านึง ยอดขายมันก็ต้องคูณสองสิ” ซึ่งมันดูเป็นเหตุเป็นผลมากเลยใช่มั้ยครับ? ใครๆ ก็อยากให้ธุรกิจโตไวๆ กันทั้งนั้น เลยเลือกที่จะอัดงบเข้าไปตู้มเดียวเพราะหวังว่าระบบจะดันยอดขายให้พุ่งตามเงินที่จ่ายไป
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังเพิ่มงบ
แต่ระบบหลังบ้านของโฆษณามันไม่ได้คิดเลขตรงไปตรงมาแบบนั้นครับ การที่คุณจู่ ๆ ไปกดเพิ่มงบ (Scaling) แบบก้าวกระโดด สมมุติจากวันละ 500 บาท เป็นวันละ 5,000 บาท สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือระบบ Machine Learning มันจะตกใจครับ พอมันเห็นเงินก้อนใหญ่ปุ๊บ มันก็จะพยายามรีบวิ่งไปกวาดเอาใครก็ได้มาดูโฆษณาเพื่อให้ใช้เงินให้หมดโควตา ผลที่ตามมาก็คือค่า CPA (Cost Per Action) จะแพงหูฉี่ทันที ในขณะที่ค่า ROAS ก็จะดิ่งลงเหว สมมุติว่าคุณเปิดสถาบันสอนการตลาดแล้วอัดงบกะทันหัน คุณอาจจะได้คนทักแชตมาเยอะจริงครับ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่แค่กดสติกเกอร์มาเล่น ๆ หรือกดทักมาเพราะมือลั่น ไม่ใช่คนที่มีกำลังซื้อจริง ๆ
มุมมองจากเอเจนซี่
ในมุมของคนทำเอเจนซี่โฆษณา การปรับงบแบบพรวดพราดคือฝันร้ายชัด ๆ เลยครับ เวลาเราเจอลูกค้าที่ทักมาสั่งให้ “พี่อัดงบไปเลยสองหมื่น เอาให้ยอดกระฉูด” เราต้องรีบเบรกทันที เพราะทีมรับทำการตลาดจะรู้ดีว่า แคมเปญที่มันกำลังวิ่งดี ๆ อยู่เนี่ย มันเซนซิทีฟมาก ถ้าไปกระชากงบแรง ๆ ระบบมันจะเสียศูนย์และต้องกลับไปเริ่มเรียนรู้กลุ่มเป้าหมายใหม่ตั้งแต่ต้น ซึ่งกว่ามันจะกลับมานิ่งเหมือนเดิม เราก็เสียเงินฟรีไปหลายบาทแล้วครับ
ทางออกที่เวิร์กกว่า
เวลาเราอยากจะขยายสเกลการทำการตลาดออนไลน์ เราต้องใจเย็นนิดนึงครับ เอเจนซี่โฆษณาส่วนใหญ่จะใช้วิธีค่อย ๆ ขยับงบขึ้นทีละ 15-20% แล้วรอดูอาการสัก 3-7 วัน ถ้าเห็นว่าต้นทุนต่อการได้ลูกค้า (CPA) ยังอยู่ในเกณฑ์ที่รับไหว และกำไรยังโอเคอยู่ เราถึงจะค่อย ๆ ดันงบขึ้นไปอีกสเตป การทำแบบนี้อาจจะดูไม่ทันใจ แต่เชื่อผมเถอะครับว่ามันคือวิธีรักษาผลกำไรที่ชัวร์ที่สุดแล้ว
ความเชื่อที่ 2 : ยิงแอดอย่างเดียวก็ปิดการขายได้
หลายธุรกิจโฟกัสที่แอดมากเกินไป
ผมเข้าใจเลยว่าทำไมหลายคนถึงคิดแบบนี้ เพราะสมัยก่อนแค่ทำรูปสวย ๆ คิดแคปชันโดน ๆ แล้วยิงแอดออกไป เดี๋ยวลูกค้าก็โอนเงินมาเอง มันเลยทำให้เจ้าของแบรนด์หลายคนเทความสนใจทั้งหมดไปที่ตัวโฆษณา หมกมุ่นอยู่กับการแก้คำโฆษณา หรือเปลี่ยนสีรูปภาพ โดยลืมดูไปเลยว่าส่วนอื่น ๆ ของธุรกิจพร้อมต้อนรับลูกค้าหรือยัง
ลูกค้าหลุดหลังคลิกโฆษณา
โฆษณาคุณอาจจะทำมาดีมากจนคนคลิกเข้ามาเพียบเลยนะครับ แต่ลองนึกภาพตามว่า พอลูกค้าคลิกเข้ามาเจอเว็บไซต์ (Landing Page) ที่โหลดช้าเป็นเต่า ตัวหนังสือเล็กจนอ่านไม่ออก หรือพอทักไปถามข้อมูลในแชต (Chat Response) แล้วแอดมินตอบช้ามาก กว่าจะตอบแต่ละคำก็ถามคำตอบคำ ไม่มีทักษะการเชียร์ขายเลย สุดท้ายลูกค้าที่กำลังอยากได้ของจัด ๆ ก็จะหมดฟีล แล้วหันไปทักเพจคู่แข่งที่ตอบเร็วกว่าแทน นี่แหละครับคือจุดบอดที่ทำให้เงินค่าแอดละลายน้ำไปฟรี ๆ
มุมมองจากเอเจนซี่โฆษณา
เวลาที่เราเข้าไปรับงานเอเจนซี่โฆษณา เราจะบอกลูกค้าตรง ๆ เลยว่า โฆษณามันทำหน้าที่แค่ “เปิดประตู” แล้วเชิญคนเข้ามาในร้านเท่านั้นนะครับ มันไม่ได้มีเวทมนตร์ที่จะไปบังคับให้คนโอนเงินได้ ถ้าบ้านคุณยังรก แอดมินยังตอบแชตไม่เก่ง ต่อให้ทีมรับทำการตลาดจะหาคนทักมาให้คุณได้วันละร้อยคน มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลยครับ เพราะฉะนั้นคนทำงานฝั่งเราถึงต้องคอยขอดูระบบหลังบ้าน ขอดูสคริปต์การตอบแชตของเซลส์ด้วยเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าปลายทางมันพร้อมปิดการขายจริง ๆ
ทางออกที่เวิร์กกว่า
คุณต้องมองภาพการทำการตลาดออนไลน์ให้เป็นกรวย (Funnel) ครับ โฆษณาคือด่านแรกที่ดึงคนเข้ามา แต่สิ่งที่จะทำให้คนยอมควักเงินจ่ายคือ ความน่าเชื่อถือของหน้าเว็บ โปรโมชันที่ดึงดูด และบริการของทีมเซลส์ที่ตอบคำถามได้ตรงจุด ถ้าอยากใช้งบให้คุ้ม คุณต้องอุดรอยรั่วพวกนี้ให้หมดก่อนจะไปกดเพิ่มงบโฆษณานะครับ
ความเชื่อที่ 3 : กลุ่มเป้าหมายยิ่งกว้างยิ่งดี
เหตุผลที่เจ้าของธุรกิจชอบตั้งเป้าหมายกว้าง
“สินค้าเราใครๆ ก็ใช้ได้ ยิงให้คนเห็นเยอะๆ ไว้ก่อนเลย” นี่คือประโยคฮิตที่คนทำการตลาดออนไลน์ได้ยินแทบทุกสัปดาห์ครับ เพราะเจ้าของธุรกิจมักจะกลัวเสียโอกาส เลยชอบให้ตั้งค่ากลุ่มเป้าหมายแบบกว้างที่สุดเท่าที่จะกว้างได้ อายุ 18 ยัน 65 ปี เอาหมด ความสนใจก็ใส่ไปร้อยแปดอย่าง เพราะลึกๆ แล้วเชื่อว่า ถ้าคนล้านคนเห็นโฆษณาเรา อย่างน้อยๆ มันก็ต้องมีคนหลงมาซื้อบ้าง
ความต่างระหว่าง Reach กับ Conversion
การที่โฆษณาคุณมียอดคนเห็น (Reach) เป็นหลักแสนหลักล้าน มันเอาไปอวดเพื่อนได้ครับ แต่มันเอาไปจ่ายค่าเช่าออฟฟิศไม่ได้ สมมุติว่าธุรกิจคุณคือการเปิดคอร์ส Performance Marketing ระดับแอดวานซ์ ค่าเรียนหลักหมื่น แต่คุณไปหว่านโฆษณาใส่กลุ่มคนที่แค่ชอบเล่นโซเชียลขำ ๆ โฆษณาคุณอาจจะมีคนกดไลก์เยอะมากนะครับ แต่มันแทบจะไม่เกิด Conversion (ยอดขาย) เลย เพราะเขาไม่ใช่กลุ่มคนที่มีแนวโน้มจะจ่ายเงินซื้อคอร์สแพงๆ ของคุณตั้งแต่แรกแล้ว
สิ่งที่เอเจนซี่มักพบ
เวลาเราเข้าไปออดิตบัญชีโฆษณาเก่าๆ ของลูกค้า สิ่งที่ทีมรับทำการตลาดมักจะเจอก็คือ แคมเปญที่หว่านกว้างเกินไปพวกนี้แหละครับที่เป็นตัวสูบเงินชั้นดี ในมุมของคนที่ทำเอเจนซี่โฆษณา เราไม่ได้ตื่นเต้นกับยอด Reach สวยๆ หรอกนะครับ ถ้าทราฟฟิกที่เข้ามามันเป็นแค่คนผ่านทางที่ไม่ได้สนใจแบรนด์จริงๆ การจ่ายเงินให้คนกลุ่มนี้เห็นโฆษณา ถือเป็นการทำการตลาดออนไลน์ที่ล้มเหลวครับ
วิธีเลือกกลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
แทนที่จะไปโฟกัสว่าทำยังไงให้คนเห็นเยอะที่สุด ลองเปลี่ยนมาโฟกัสว่าทำยังไงให้ “คนที่ใช่” เห็นเราดีกว่าครับ เทคนิคที่เวิร์กมาก ๆ คือการเอาฐานข้อมูลลูกค้าเก่าที่เคยซื้อของจริง ๆ มาทำ Custom Audience หรือขยายฐานหาคนคล้าย ๆ กันด้วย Lookalike Audience การเข้าถึงคนแค่หลักหมื่นคนแต่เป็นคนที่มีกำลังซื้อและสนใจจริง ย่อมสร้างผลกำไรได้เป็นกอบเป็นกำกว่าการไปหว่านแหหาคนเป็นล้านแบบไร้จุดหมายแน่นอนครับ
ความเชื่อที่ 4 : งบน้อยเกินไป เลยวัดผลไม่ได้
ความเข้าใจผิดเรื่องงบประมาณ
ธุรกิจ SMEs หลายรายมักจะมีความเข้าใจผิด ๆ ว่า เรื่องการวัดผล Data หรือการติด Tracking อะไรพวกเนี้ย มันเป็นเรื่องของบริษัทยักษ์ใหญ่เขากำทำกัน เรามีงบยิงแอดแค่วันละสามร้อยห้าร้อย ไม่ต้องไปซีเรียสเรื่องวัดผลหรอกมั้ง แค่ดูว่ามีคนกดไลก์เพจเพิ่มมั้ย มีคนทักแชตมาบ้างมั้ยก็พอแล้ว ซึ่งเอาเข้าจริง ความคิดแบบนี้แหละครับที่ทำให้ธุรกิจโตยาก
ตัวเลขไหนที่ควรวัดจริง
ต่อให้คุณจะมีงบจำกัดแค่ไหน การวัดผลก็ยังเป็นหัวใจสำคัญของการทำการตลาดออนไลน์ครับ คุณต้องเลิกดูตัวเลขหลอกตาอย่างยอดไลก์ หรือยอดแชร์ได้แล้ว แต่ต้องหันมาดูตัวเลขที่มันสะท้อนผลกำไรจริง ๆ อย่างยอด Conversion, ต้นทุนต่อการได้ลูกค้าหนึ่งคน (CPA) และผลตอบแทนจากค่าโฆษณา (ROAS) คุณต้องตอบตัวเองให้ได้ชัดๆ ว่า แคมเปญรูปภาพที่ทำไปเนี่ย มันสร้างกำไรกลับมาให้ธุรกิจกี่บาท หรือว่ามันกำลังกินทุนเราอยู่เงียบๆ
วิธีเก็บข้อมูลแบบงบจำกัด
หลายคนคิดว่าระบบวัดผลมันต้องเสียเงินซื้อแพงๆ แต่จริงๆ แล้วเครื่องมือพวกนี้มันฟรีครับ ไม่ว่าจะเป็นการฝัง Facebook Pixel ลงบนเว็บไซต์ หรือการติด Google Analytics เพื่อดูพฤติกรรมคนเข้าเว็บ สิ่งเหล่านี้คือสแตนดาร์ดที่ทีมรับทำการตลาดทุกคนต้องเซ็ตอัปให้เสร็จก่อนจะกดปุ่มรันโฆษณานะครับ มันคือการวางรากฐานให้ระบบพร้อมเก็บข้อมูลโดยไม่ต้องใช้เงินเพิ่มสักบาท
มุมมองจากการทำงานจริง
ผมพูดในฐานะคนทำเอเจนซี่โฆษณาเลยนะครับ ยิ่งคุณมีงบน้อย คุณยิ่งต้องวัดผลให้ละเอียดยิบกว่าคนอื่นเขาครับ! เพราะบริษัทใหญ่เขาอาจจะมีเงินเหลือพอให้ทดลองผิดทดลองถูกได้ แต่เราไม่มีสายป่านยาวขนาดนั้น การมีข้อมูลที่แม่นยำจะช่วยเป็นเข็มทิศให้คุณรู้ว่า แคมเปญไหนควรปิดทิ้งเพื่อหยุดเลือดไหล และแคมเปญไหนควรเอาเงินไปโปะเพิ่มเพื่อรีดกำไรออกมาให้ได้มากที่สุดครับ
ความเชื่อที่ 5 : เห็นคู่แข่งทำแล้วต้องทำตาม
ทำไมเจ้าของธุรกิจชอบลอกสูตรสำเร็จ
มันเป็นเรื่องปกติครับที่เวลาเราเห็นคู่แข่งออกแคมเปญอะไรว้าวๆ หรือทำคอนเทนต์รูปแบบใหม่แล้วคนแชร์เยอะ เราก็มักจะเกิดอาการกลัวตกเทรนด์ (FOMO) แล้วรีบสั่งทีมงานให้ทำตามทันที เพราะคิดว่า ถ้ามันสำเร็จสำหรับเขา มันก็ต้องสำเร็จสำหรับเราเหมือนกัน การลอกคราบกลยุทธ์แบบนี้เลยกลายเป็นทางลัดที่หลายคนชอบทำ
สิ่งที่มองไม่เห็นเบื้องหลังแคมเปญ
แต่คุณลองคิดดูดี ๆ นะครับ สมมุติว่าคู่แข่งคุณเขาเป็นผู้จัดอบรมการตลาดเจ้าใหญ่ เขาออกแคมเปญแจกคอร์สออนไลน์ฟรีเพื่อดึงคนมาลงทะเบียน (Lead Generation) แล้วคุณก็รีบทำตามทันที แจกฟรีบ้าง สิ่งที่คุณมองไม่เห็นจากหน้าฉากคือ คู่แข่งเขามีทีมเทเลเซลส์ 20 คนรอโทรไปอัปเซลส์ (Upsell) คอร์สหลักแสนอยู่หลังบ้านครับ! แต่ถ้าคุณทำตามเขาโดยที่คุณไม่มีระบบเซลส์รองรับ การแจกของฟรีของคุณมันก็คือการเอาเงินค่าแอดไปละลายเล่น ดึงดูดมาได้แต่คนชอบของฟรี แต่เปลี่ยนเป็นยอดขายไม่ได้เลย
มุมมองจากเอเจนซี่
เวลาลูกค้าแคปหน้าจอแคมเปญคู่แข่งมาให้ดู แล้วบอกว่าอยากได้แบบนี้เป๊ะ ๆ คนทำงานในเอเจนซี่โฆษณาจะไม่ได้พยักหน้ารับคำสั่งทันทีนะครับ แต่เราจะชวนลูกค้าถอยกลับมามองเป้าหมายของแบรนด์เราก่อน ทีมรับทำการตลาดที่เก๋าเกมเขาจะประเมินความเป็นจริงครับว่า ทรัพยากรที่เรามี จุดแข็งที่เรามี มันพอที่จะลงไปเล่นในเกมเดียวกับเขาหรือเปล่า ถ้าไปเล่นเกมเขาแล้วเสียเปรียบ เราก็ไม่ควรเอาเงินไปละลายทิ้งครับ
ทางออกที่เวิร์กกว่า
เลิกยึดติดกับการเป็นเงาของคู่แข่งได้แล้วครับ การทำการตลาดออนไลน์ที่ยั่งยืนคือการกลับมาโฟกัสที่ปัญหาของลูกค้าเรา และดูว่าสินค้าของเราแก้ปัญหานั้นได้ดีกว่าคนอื่นยังไง ถ้าคู่แข่งเล่นเกมหั่นราคา เราอาจจะหนีไปเล่นเกมบริการหลังการขายที่พรีเมียมกว่า การสร้างจุดยืนที่ชัดเจนของตัวเอง จะทำให้โฆษณาของเราทำงานได้ดีขึ้น โดยไม่ต้องไปแข่งเผางบในสงครามที่ไม่ได้สร้างกำไรให้เราเลยครับ
สรุปแนวทางบริหารงบโฆษณาให้คุ้มกว่าเดิม
อ่านมาถึงตรงนี้ ผมเชื่อว่าหลายคนน่าจะเริ่มเห็นภาพแล้วนะครับว่า การจะบริหารงบโฆษณาไม่ให้สูญเปล่า มันไม่ได้เกี่ยวกับเทคนิคลับ หรือวิธีกดปุ่มหลังบ้านที่ซับซ้อนอะไรเลย แต่มันคือการปรับ Mindset ล้วน ๆ ซึ่งถ้าคุณอยากทำการตลาดให้เฉียบคมแบบที่คนในเอเจนซี่เขาทำกัน ลองเอาแนวทางพวกนี้ไปปรับใช้ดูครับ:
- เริ่มต้นทุกอย่างจากเป้าหมายธุรกิจ
ก่อนจะถามว่า “แคมเปญนี้เราจะตั้งงบเท่าไหร่ดี” ให้เปลี่ยนไปถามว่า “แคมเปญนี้เราทำไปเพื่ออะไร” จะสร้างการรับรู้ จะหาคนกรอกฟอร์ม หรือจะเอายอดขายตรง ๆ เป้าหมายที่ชัดเจนจะกำหนดทิศทางทั้งหมดครับ
- เลือก KPI ให้ตรงกับโจทย์
อย่าเอายอดไลก์มาเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของแคมเปญที่ต้องการยอดขาย แคมเปญต่างกันก็ต้องวัดผลด้วยไม้บรรทัดคนละอันครับ
- วัดผลให้ครบทั้ง Funnel
อย่าดูแค่ว่าโฆษณาพาคนเข้าเว็บมาได้กี่คนในราคาถูก ๆ แต่ต้องตามไปดูด้วยว่า คนพวกนั้นไปตายตรงไหนในหน้าเว็บ ทักแชตมาแล้วทำไมถึงไม่ซื้อ เพื่อที่เราจะได้ไปแก้ปัญหาถูกจุดครับ
- ทำ A/B Testing เสมอ
เวลาเถียงกันว่ารูปไหนสวยกว่า หรือแคปชันไหนดีกว่า อย่าใช้ความรู้สึกตัดสินครับ ให้เอาชิ้นงานเหล่านั้นไปรันโฆษณาทดสอบด้วยงบจริง ๆ เลย แล้วปล่อยให้ Data เป็นคนบอกเราเองว่าลูกค้าชอบแบบไหน
- เชื่อข้อมูล มากกว่าความรู้สึก
ถ้าตัวเลขบอกว่าแคมเปญนี้กำลังขาดทุน ก็ต้องกล้าที่จะปิดมันทิ้งครับ อย่าไปเสียดาย หรือคิดเข้าข้างตัวเองว่าเดี๋ยวมันก็ดีขึ้น ใช้สถิติในการตัดสินใจให้มากที่สุดครับ
ถ้าคุณสามารถเอาวิธีคิดเหล่านี้ไปปรับใช้กับทีมงานในบริษัท หรือใช้เป็นมาตรฐานในการพูดคุยกับทีมรับทำการตลาดของคุณได้ รับรองเลยครับว่าการทำงานกับเอเจนซี่โฆษณาในอนาคตจะราบรื่นขึ้นเยอะ และคุณจะเห็นเลยว่าเงินทุกบาทมันทำงานได้คุ้มค่ากว่าเดิมจริง ๆ
บทสรุป
จากที่ผมคลุกคลีกับการทำแคมเปญให้ลูกค้ามาหลากหลายธุรกิจ ผมกล้าฟันธงตรงนี้เลยครับว่า ความเชื่อที่เป็นตัวการเผางบมากที่สุดก็คือ “การคิดว่าเพิ่มงบแล้วยอดจะมาเอง” นี่แหละครับ เพราะมันเป็นวิธีคิดที่มักง่ายและทำให้เราขี้เกียจไปมองหาปัญหาจริง ๆ ที่ซ่อนอยู่หลังบ้าน
เราต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งนะครับว่า การทำการตลาดออนไลน์มันไม่ใช่แค่เรื่องของการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปสู้กัน ธุรกิจที่ใช้งบโฆษณาได้คุ้มค่าที่สุด มักจะไม่ใช่ธุรกิจที่มีงบหนาที่สุดเสมอไปหรอกครับ แต่เป็นธุรกิจที่รู้จักวางระบบหลังบ้านให้แน่น รู้จักทดสอบชิ้นงานอย่างมีหลักการ และกล้าที่จะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ตามข้อมูลที่ได้มาต่างหาก
จำไว้นะครับ โฆษณาเป็นแค่แว่นขยาย ถ้าสินค้าคุณดี ระบบคุณพร้อม แว่นขยายก็จะช่วยขยายความสำเร็จนั้นให้คนเห็นมากขึ้น แต่ถ้าพื้นฐานธุรกิจคุณยังไม่แข็งแรง แว่นขยายตัวนี้ก็จะไปเร่งให้คุณเสียเงินเร็วขึ้นแบบทวีคูณเช่นกัน หวังว่าประสบการณ์จากคนทำการตลาดออนไลน์ที่ผมหยิบมาแชร์ในวันนี้ จะช่วยให้ทุกคนเห็นภาพและกลับไปอุดรอยรั่วในธุรกิจของตัวเองได้ทันเวลา รอดพ้นจากการเผางบโฆษณาทิ้งฟรี ๆ นะครับ เป็นกำลังใจให้ทุกคนครับ!
—————————————————————————————————-
| บทความแนะนำโดย Unicronet |
แต่ถ้าอ่านมาจนถึงตรงนี้แล้ว ยังไม่เข้าใจเรื่องการยิงแอดอย่างละเอียด และไม่มั่นใจว่าเราควรจะยิงแอด หรือใช้กระแสโซเชียลแบบออแกนิคดี สามารถเข้าไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ในบทความข้างล่างนี้เลยครับ
🔗 สรุปความต่างการตลาด Organic vs Paid โดยเอเจนซี่ เลือกแบบไหนเห็นผลสุด —————————————————————————————————— |
—————————-
หากคุณกำลังมองหาที่ปรึกษาและทีมรับทำการตลาด เอเจนซี่โฆษณา สร้างยอดขายทะลุเป้าแบบก้าวกระโดด ติดต่อเราเพื่อให้ธุรกิจของคุณไปสู่เป้าหมายที่ใฝ่ฝัน
ติดต่อรับคำปรึกษาฟรี !!!
Tel : 094-616-3651
Line OA : @unicronet
#Unicronet #PerformanceMarketing #digital agency #เอเจนซี่โฆษณา #Marketing agency #ทำการตลาดออนไลน์ #Content marketing
ผู้เขียนบทความ
ชญานิศ จิตรีปลื้ม (นิก)
Founder of Unicronet Agency และ Right Lane Academy ที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิทัลที่เชื่อว่าทุกกลยุทธ์ต้องวัดผลได้จริง ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปีในการทำงานร่วมกับแบรนด์ชั้นนำ มีความเชี่ยวชาญในการใช้ AI และ Martech เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจที่ชัดเจน และจับต้องได้
(Digital Marketing Strategy ) ประสบการณ์วางแผนกลยุทธ์ทางด้าน Digital Marketing โดยเฉพาะ Online Platform ยอดนิยม เช่น Facebook ads , Google ads , SEO , Tiktok , Line , Youtube , Marketplace Ads มากกว่า 500+ Campaign
(Digital Media Tools ) ประสบการณ์ด้าน Consult เทคนิคเชิงลึกสำหรับ Digital Media Tools เพื่อให้ทุกงบการลงทุนโฆษณาคุ้มค่ามากที่สุด อาทิเช่น การเพิ่ม Conversion ให้ธุรกิจ , เทคนิค ทำอย่างไรให้ CPA ราคาถูกลง , มีคนทักเยอะ ไม่มีคุณภาพ ปิดการขายไม่ได้ , สินค้าเสี่ยง Policy พร้อมเทคนิคการยิงแอดยังไงให้ไม่โดน Reject




