Branding

สร้างแบรนด์ยังไงก็ไม่โต ถ้าไม่รู้จัก Branding

Table of Contents

สร้างแบรนด์ยังไงก็ไม่โต ถ้าไม่รู้จัก Branding !

          ไม่ว่าคุณจะมีสินค้าในตลาดมากเพียงใด แต่สินค้าหรือบริการที่คุณคิดจะขายย่อมมีโอกาสซ้ำหรือเกิดการลอกเลียนแบบจากคนอื่นได้ง่าย
แต่มีสิ่งหนึ่งที่แบรนด์อื่นไม่สามารถเลียนแบบได้คือ การสร้างแบรนด์ (Branding) ที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ว่าจะธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่
ก็จำเป็นจะต้องทำ เพราะนอกจากจะสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าหรือบริการของแบรนด์กับคู่แข่งอื่น ๆ ในตลาดแล้ว ยังช่วยให้แบรนด์มีตัวตนชัดเจน
เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ และมีประโยชน์ใน
แง่อื่น ๆ

Branding คืออะไร?

          Branding คือการสร้างภาพลักษณ์และประสบการณ์ที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ของคุณ ไม่ใช่แค่โลโก้หรือสโลแกน
แต่รวมถึงวิธีที่คุณสื่อสารกับลูกค้า วิธีที่คุณนำเสนอผลิตภัณฑ์หรือบริการ และความรู้สึกที่ลูกค้ามีเมื่อใช้สินค้าหรือบริการของคุณ

ทำไมการสร้างแบรนด์ถึงสำคัญ?

        การสร้างแบรนด์ไม่ใช่แค่การมีภาพลักษณ์ที่สวยงาม การออกแบบโลโก้ หรือการเลือกใช้สีที่โดดเด่น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการสร้างประสบการณ์
และความรู้สึกที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์ของคุณ การมีแบรนด์ที่แข็งแกร่งจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในตัวสินค้าหรือบริการของคุณ และทำให้ลูกค้าเลือกแบรนด์
ของคุณเหนือคู่แข่ง

  1. สร้างความแตกต่าง: ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง การมีแบรนด์ที่เด่นชัดสามารถช่วยให้คุณโดดเด่นและต่างจากคู่แข่งได้
    เช่น แบรนด์ Apple ที่มีการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมือนใครและมีระบบปฏิบัติการเฉพาะตัว
    .
  2. สร้างความน่าเชื่อถือ: แบรนด์ที่แข็งแรงช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้า ทำให้ลูกค้ามีความมั่นใจในการเลือกใช้สินค้า
    หรือบริการของคุณ
    เช่น Nike ที่มีประวัติยาวนานในการผลิตสินค้ากีฬาคุณภาพ
    .
  3. สร้างความภักดี: เมื่อผู้บริโภคมีประสบการณ์ที่ดีกับแบรนด์ พวกเขามีแนวโน้มที่จะกลับมาซื้อซ้ำและแนะนำแบรนด์ของคุณให้กับผู้อื่น
    เช่น Starbucks ที่ลูกค้าประทับใจกับประสบการณ์การใช้บริการและคุณภาพของกาแฟ
    .
  4. เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า: แบรนด์ที่มีคุณค่าและได้รับการยอมรับสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการของคุณ
    เช่น Louis Vuitton ที่มีภาพลักษณ์หรูหราและคุณภาพสูง

องค์ประกอบสำคัญของ Branding

  1. อัตลักษณ์ของแบรนด์ (Brand Identity): ประกอบด้วยโลโก้ สี สไตล์ และการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์
    เช่น โลโก้ของ Coca-Cola ที่มีสีแดงสดและตัวอักษรแบบพิเศษ
    .
  2. น้ำเสียงของแบรนด์ (Brand Voice): วิธีการสื่อสารของแบรนด์ เช่น โทนเสียงในการโฆษณาและการสื่อสารกับลูกค้า
    เช่น Dove ที่มีเสียงแบรนด์เน้นความอบอุ่นและการดูแล
    .
  3. ประสบการณ์กับแบรนด์ (Brand Experience): วิธีที่ลูกค้าสัมผัสกับแบรนด์ผ่านการใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการ
    เช่น ประสบการณ์การเข้าพักที่โรงแรม Ritz-Carlton ที่ให้บริการเหนือความคาดหมาย

ขั้นตอนการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง

  1. ศึกษาคู่แข่ง: เพื่อให้สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลจุดแข็งและจุดอ่อนของแบรนด์คู่แข่งมาใช้ในการทำการตลาดได้
    คุณควรจะเข้าใจว่าคู่แข่งของคุณทำอะไรได้ดีและอะไรที่ยังขาดอยู่ จากนั้นนำข้อมูลเหล่านี้มาปรับใช้ในการวางแผนกลยุทธ์
    ของแบรนด์คุณ
    .
    ตัวอย่าง:
    หากคุณขายเสื้อผ้าแฟชั่น ควรศึกษาว่าแบรนด์อื่นในตลาดมีจุดเด่นอย่างไร เช่นการออกแบบที่ทันสมัย
    หรือการใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จากนั้นนำจุดแข็งเหล่านี้มาเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาแบรนด์ของคุณเอง
    .
  2.  ออกแบบบุคลิกภาพของแบรนด์ให้โดดเด่น: บุคลิกภาพของแบรนด์ควรจะสะท้อนถึงจุดเด่นของสินค้าหรือบริการ
    โดยให้คิดถึงคุณค่าที่แบรนด์ของคุณนำเสนอให้กับลูกค้า บุคลิกภาพที่ชัดเจนจะช่วยให้ผู้บริโภครู้สึกเชื่อมโยง
    และจดจำแบรนด์ของคุณได้ดียิ่งขึ้น
    .
    ตัวอย่าง: หากแบรนด์ของคุณเน้นความเป็นมิตรและเข้าถึงง่าย บุคลิกภาพ
    ของแบรนด์อาจจะใช้โทนเสียงที่เป็นกันเองและการออกแบบที่เรียบง่ายแต่โดดเด่น
    .
  3. ออกแบบอัตลักษณ์ของแบรนด์ให้ชัดเจน: อัตลักษณ์ของแบรนด์คือการนำเสนอบุคลิกภาพของแบรนด์ออกมาให้เป็นรูปธรรม
    เช่น การใช้โลโก้ สี ฟอนต์ และภาพลักษณ์ต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกับบุคลิกภาพของแบรนด์ การมีอัตลักษณ์ที่ชัดเจนจะช่วยให้แบรนด์
    ของคุณโดดเด่นในสายตาของผู้บริโภค
    .
    ตัวอย่าง:
    การใช้โลโก้ที่เป็นเอกลักษณ์และสีที่สะท้อนบุคลิกภาพของแบรนด์จะช่วยให้ผู้บริโภค
    จดจำแบรนด์ของคุณได้ง่ายขึ้น เช่น สีฟ้าสำหรับแบรนด์ที่ต้องการสื่อถึงความน่าเชื่อถือและความสงบ
    .
  4. สื่อสารเพื่อเชื่อมต่อกับผู้บริโภคโดยใช้ Brand Marketing: การสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญในการเชื่อมต่อแบรนด์เข้ากับผู้บริโภค
    ควรใช้ช่องทางการสื่อสารต่าง ๆ เช่น โซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ หรืออีเมล เพื่อส่งเสริมและกระจายข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์ของคุณ
    ให้ถึงผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ

    .

    ตัวอย่าง:
    การใช้โซเชียลมีเดียในการสร้างเนื้อหาที่มีคุณค่าและเกี่ยวข้องกับผู้บริโภค
    การตอบกลับความคิดเห็น และการให้บริการลูกค้าที่ดีผ่านช่องทางออนไลน์จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า
    .
  5. ตรวจสอบและวัดผลอย่างสม่ำเสมอ: หมั่นตรวจสอบและวัดผลการดำเนินการของแบรนด์ผ่านเครื่องมือวัดผลต่าง ๆ
    เช่น Meta Business Suite, Google Analytics หรือการทำแบบสำรวจความคิดเห็นจากผู้บริโภค การตรวจสอบ
    และวัดผลนี้จะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของความสำเร็จและปรับปรุงกลยุทธ์ของแบรนด์ได้อย่างต่อเนื่อง
    .
    ตัวอย่าง: การวัดผลด้วย Google Analytics จะช่วยให้คุณเห็นข้อมูลการเข้าชมเว็บไซต์ การมีส่วนร่วมของผู้ใช้
    และผลลัพธ์จากแคมเปญการตลาดต่าง ๆ ทำให้สามารถปรับปรุงกลยุทธ์ได้อย่างเหมาะสม

สรุป

          การสร้างแบรนด์ให้เติบโตไม่ใช่เรื่องยาก แต่ถ้าคุณเข้าใจและนำหลักการของ Branding มาใช้ในการสร้างและพัฒนาแบรนด์ของคุณ
การเติบโตอย่างยั่งยืนก็จะไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ดังนั้น อย่าละเลย Branding เพราะมันเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำพาแบรนด์ของคุณไปสู่ความสำเร็จ

—————————-

หากคุณกำลังมองหาที่ปรึกษาและทีมทำการตลาดออนไลน์ เอเจนซี่โฆษณา สร้างยอดขายทะลุเป้าแบบก้าวกระโดด ติดต่อเราเพื่อให้ธุรกิจของคุณไปสู่เป้าหมายที่ใฝ่ฝัน

ติดต่อรับคำปรึกษาฟรี !!!
Tel : 094-616-3651
Line OA : @unicronet

#Unicronet #PerformanceMarketing #digital agency #เอเจนซี่โฆษณา #Marketing agency #Content marketing

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจอื่นๆของเรา

เวลาที่ยอดขายเริ่มนิ่งหรือกราฟรายได้ไม่วิ่งตามเป้าหมาย สิ่งแรกที่เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่มักจะนึกถึงคือการเพิ่มงบประมาณโฆษณา หรือพยายามหาช่องทางใหม่ๆ เพื่อดึงดูดลูกค้าให้มากขึ้นใช่ไหมครับ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเลยล่ะ เพราะในยุคนี้ใครๆ ก็อยากเข้าถึงผู้บริโภคให้ได้เร็วที่สุดกันทั้งนั้น แต่สิ่งที่ผมเจอบ่อยมากจากการทำงานเบื้องหลังแคมเปญต่างๆ คือ หลายครั้งธุรกิจทุ่มเทแรงกาย และเม็ดเงินไปแต่ผลลัพธ์กลับไม่สะท้อนกลับมาเป็นยอดขายอย่างที่ควรจะเป็น เพราะปัญหาหลักของการทำการตลาดออนไลน์ที่ไม่เห็นผล ส่วนใหญ่มักไม่ได้เกิดจากการตั้งค่าแคมเปญที่ไม่ดี หรือการทำรูปภาพโฆษณาที่ไม่สวยงามหรอกนะครับ แต่บ่อยครั้งมันเกิดจากพื้นฐานของธุรกิจเรายังไม่พร้อมสำหรับการขยายผลบนโลกออนไลน์ต่างหาก การรีบอัดฉีดเงินโฆษณาโดยที่โครงสร้างหลังบ้านยังมีจุดสะดุด ก็เปรียบเสมือนการเติมน้ำลงในถังที่มีรอยรั่ว ต่อให้คุณพยายามหาน้ำมาเติมมากแค่ไหน สุดท้ายมันก็จะค่อยๆ ซึมหายไปอยู่ดีครับ ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจทุ่มงบก้อนใหญ่ หรือเริ่มมองหาทีมงานมารับทำการตลาดให้ ผมอยากชวนทุกคนมาลองถอยหลังมาหนึ่งก้าว แล้วทำการ “X-Ray” ธุรกิจของตัวเองอย่างละเอียดดูสักครั้งครับ การกลับมาทบทวนรากฐานเหล่านี้ไม่ใช่การจับผิดใคร แต่เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่ออุดรอยรั่ว และทำให้มั่นใจว่าทุกงบประมาณในการทำการตลาดออนไลน์ของคุณ จะถูกนำไปใช้เพื่อสร้างการเติบโตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด 5 จุด X-Ray เช็คโครงสร้างก่อนเริ่มการตลาดออนไลน์ การตรวจสอบโครงสร้างของธุรกิจก่อนเริ่มยิงโฆษณา คือขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมได้ชัดเจนขึ้นครับ ว่าระบบหลังบ้านของเราพร้อมที่จะรับมือกับลูกค้า และงบประมาณที่จะจ่ายไปแล้วหรือยัง เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าเวลาเอเจนซี่โฆษณารับบรีฟงานมา เรามองหาอะไรบ้าง นี่คือ 5 เช็คลิสต์สำคัญที่ผมมักจะใช้สแกนหาจุดอ่อนของธุรกิจ ซึ่งไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจบริการ ขายสินค้า B2B หรือ B2C ก็สามารถนำโครงสร้างนี้ไปวิเคราะห์ธุรกิจตัวเองได้เลยครับ รู้จักกลุ่มเป้าหมายจริงหรือยัง? หนึ่งในความท้าทายที่ผมมักจะพบเวลาเริ่มโปรเจกต์ใหม่ คือการระบุตัวตนของลูกค้าครับ หลายธุรกิจมีความตั้งใจที่ดีที่อยากจะมอบสินค้าให้กับทุกคน จึงกำหนดกลุ่มเป้าหมายไว้กว้างมากๆ แต่ในเชิงการทำงานจริง […]

ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่กำลังเจอปัญหายอดขายไม่ขยับ และเริ่มตั้งคำถามว่าทำไมโพสต์คอนเทนต์ไปแล้วคนเห็นน้อยลง หรือยิงโฆษณาไปตั้งเยอะทำไมค่าใช้จ่ายสูงขึ้นแต่ยอดขายเท่าเดิม ผมบอกเลยว่าคุณไม่ได้เผชิญปัญหานี้อยู่คนเดียวครับ จากประสบการณ์ที่ผมทำงานในฝั่งเอเจนซี่โฆษณามาหลายปี ผมเจอลูกค้าที่เข้ามาปรึกษาด้วยปัญหานี้แทบทุกวัน เพราะโลกของการทำการตลาดออนไลน์เปลี่ยนแปลงเร็วมาก อัลกอริทึมปรับตัวตลอดเวลา จนหลายๆ แบรนด์พยายามหาคำตอบว่าตกลงแล้วกลยุทธ์แบบ Organic ที่เน้นสร้างคอนเทนต์ให้โตตามธรรมชาติ หรือกลยุทธ์แบบ Paid ที่เน้นจ่ายเงินซื้อโฆษณา แบบไหนให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่ากัน วันนี้ผมเลยอยากมาแชร์ประสบการณ์ และวิธีคิดจากคนทำงานจริง มาดูกันว่าในมุมมองของผู้ให้บริการรับทำการตลาดเราวางกลยุทธ์เรื่องนี้กันอย่างไร และบริษัทเอเจนซี่โฆษณาชั้นนำมีวิธีตัดสินใจเลือกใช้เครื่องมือเหล่านี้เพื่อขยายธุรกิจให้ลูกค้ากันแบบไหนบ้างครับ Organic vs Paid ความจริงที่ไม่มีใครเคยบอก เวลาเราวางแผนกลยุทธ์ เราจะไม่มองแค่ว่าอันไหนเสียเงินหรืออันไหนฟรี แต่วิธีที่เอเจนซี่โฆษณามองเครื่องมือสองตัวนี้ คือการมองถึงหน้าที่ของมันในการเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายครับ Organic ไม่ได้ฟรีอย่างที่คิด หลายคนมักเข้าใจว่า Organic คือการทำรูปหรือวิดีโอโพสต์ลงเพจโดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณา และถือว่าทำได้ฟรี แต่ในมุมของการทำการตลาดออนไลน์เชิงลึก Organic คือการปูรากฐานความน่าเชื่อถือครับ มันคือการสร้างคอมมูนิตี้ให้คนรู้สึกผูกพันกับแบรนด์ ผมมักจะบอกลูกค้าเสมอว่า Organic ไม่ได้ฟรีจริงหรอกครับ เพราะเบื้องหลังคอนเทนต์ที่คนแชร์เยอะๆ มันแลกมาด้วยเวลา และต้นทุนในการผลิตมหาศาล ทั้งค่าตัวทีมงาน กราฟิก และทีมรับทำการตลาดที่ต้องมาวิเคราะห์เทรนด์ ดังนั้น Organic จึงเป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างความเชื่อใจให้กับแบรนด์ต่างหากครับ Paid ไม่ใช่สูตรสำเร็จการันตียอด ในทางกลับกัน Paid Social […]

เอเจนซี่โฆษณา

เวลาที่ผมมีโอกาสได้นั่งคุยแลกเปลี่ยนมุมมองกับเจ้าของธุรกิจ หลายท่านมักจะแชร์ความหนักใจเรื่องหนึ่งให้ฟังอยู่เสมอครับ นั่นคือช่วงเวลาที่ธุรกิจเติบโตจนถึงจุดที่ต้องมองหาทีมงานภายนอกเข้ามาช่วยดูแลแบรนด์ แต่พอเริ่มเปิดรับข้อเสนอจากเอเจนซี่โฆษณาแต่ละที่ สิ่งที่มักจะสร้างความสับสนคือตัวเลขในใบเสนอราคาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง บางที่เสนอราคามาหลักหมื่นต้น ๆ ในขณะที่บางที่อาจจะขยับไปถึงหลักแสนหรือหลักล้าน ด้วยความที่ตัวเลขมันห่างกันขนาดนี้ จึงเป็นเรื่องปกติมากครับที่เราไปมองหาตัวเลือกที่ช่วยประหยัดต้นทุนได้มากที่สุดไว้ก่อน แต่จากมุมมองของคนที่ทำงานเบื้องหลังในวงการนี้มาหลายปี ผมอยากลองแชร์ให้ฟังว่า การใช้เรื่องของราคาเป็นตัวตั้งเพียงอย่างเดียว อาจจะทำให้เรามองข้ามมิติอื่น ๆ ที่สำคัญกว่าไปอย่างน่าเสียดายครับ เพราะการทำการตลาดออนไลน์ในยุคที่ข้อมูล และอัลกอริทึมเปลี่ยนกันแทบจะรายวัน มันไม่ใช่แค่การจ้างคนรับทำการตลาดมาผลิตคอนเทนต์ หรือกดปุ่มรันแคมเปญให้จบไป แต่มันคือการซื้อสมอง ซื้อเวลา และซื้อความเชี่ยวชาญของคนทำงานต่างหากครับ จุดที่น่าสนใจคือ เมื่อเราเลือกทีมรับทำการตลาดด้วยราคาที่ต่ำที่สุด สิ่งที่มักจะถูกลดทอนลงไปคือเวลาในการคิดกลยุทธ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้แบรนด์แตกต่าง และไปต่อได้ในระยะยาวด้วยซ้ำ บทความแนะนำโดย Unicronet แต่ถ้าหากใครยังไม่แน่ใจ ว่าเอเจนซี่มีความสำคัญในด้านการทำการตลาดมากแค่ไหน สามารถลองทำความรู้จักความหมายของเอเจนซี่ ได้ที่บทความด้านล่างนี้เลยครับ 🔗 ย้อนรอยความหมาย “เอเจนซี่” จากจุดเริ่มต้นถึงยุคดิจิทัล —————————————————————————————————– วันนี้ผมเลยอยากมาแชร์มุมมอง และประสบการณ์จากคนทำงานเบื้องหลังครับ ว่าถ้าเราอยากคัดกรองพาร์ทเนอร์เข้ามาช่วยธุรกิจให้คุ้มค่า มันมีเกณฑ์อะไรบ้างที่เราน่าหยิบมาพิจารณา โดยผมสรุปเป็น 5 ข้อหลัก ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการนำไปปรับใช้ครับ 1.เริ่มจากเป้าหมายธุรกิจ ไม่ใช่ราคา เวลาเริ่มต้นโปรเจกต์ใหม่ ถ้าเราอยากให้เงินของเราทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ผมมักจะแนะนำให้ลองเปลี่ยนวิธีการพูดคุยกับเอเจนซี่ตั้งแต่แรกดูครับ โดยโฟกัสไปที่เรื่องเหล่านี้แทน บอกเป้าหมายธุรกิจให้ชัดเจน […]

ผ่านปีใหม่มาได้แค่เดือนนิดๆ แต่ผมเชื่อว่าเจ้าของธุรกิจหลายคนเริ่มเหงื่อตกกันบ้างแล้วใช่ไหมครับ ถ้าใครรู้สึกว่าเปิดปีมาปุ๊บ การทำธุรกิจมันฝืดผิดปกติ ยิงแอดงบเท่าเดิมแต่ยอดไม่ขยับ หรือลูกค้าที่เคยซื้อง่ายๆ เริ่มหายหน้าหายตาไป ผมบอกตรงนี้เลยว่าคุณไม่ได้คิดไปเองครับ ในฐานะที่ผมได้มีโอกาสได้นั่งหัวโต๊ะประชุมวางแผนทำการตลาดออนไลน์ Q1-Q2 ให้กับลูกค้า ผมสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่ชัดเจนมากในช่วงเดือนที่ผ่านมา ลูกค้าหลายเจ้าเดินเข้ามาหาผมที่เอเจนซี่โฆษณาแล้วเปิดประโยคด้วยความกังวลว่า “เปิดปีมาเงียบมาก จะเอายังไงต่อดี?” บทความนี้ ผมเลยอยากชวนทุกคนมาผ่าเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ ให้เห็นไส้ในว่าภายใต้คำศัพท์หรูๆ อย่าง AI หรือ Data นั้น ของจริงที่เราต้องเจอคืออะไร และแบรนด์ไทยต้องปรับตัวท่าไหนถึงจะรอด บริบทของตลาด Digital ไทย “คนเยอะ แต่แยกกันอยู่” ก่อนจะไปดูว่าต้องทำอะไร เราลองมาดูสภาพการตลาดในบ้านเราตอนนี้กันก่อนครับ ถ้าดูแค่ตัวเลขผิวเผิน ใครๆ ก็บอกว่า Digital Marketing ไทยยังโตได้อีกแน่นอน แต่ในมุมคนทำงานจริงที่ต้องรับทำการตลาด ให้ลูกค้าทุกวันความน่ากลัวมันซ่อนอยู่ในรายละเอียดครับ เพราะในต้นปี 2026 นี้ บ้านเรามีคนใช้อินเทอร์เน็ตปาเข้าไป 67.8 ล้านคน หรือเกือบ 95% ของประเทศเลยล่ะครับ รวมถึงเข้าถึง Social Media อีก 56.6 ล้านคนด้วย […]