เอเจนซี่

สรุปชัดจากเอเจนซี่ AI อ่านพฤติกรรมลูกค้าได้ดีกว่าคนจริงไหม

Table of Contents

     ผมเชื่อว่าในแวดวงคนทำงานเอเจนซี่ ช่วง 2-3 ปีมานี้ ไม่มีหัวข้อไหนจะร้อนแรงไปกว่าเรื่องของ AI อีกแล้วครับ ซึ่งคำถามที่ผมมักจะโดนลูกค้าถามอยู่บ่อยๆ เวลาไปพรีเซนต์งาน หรือแม้แต่คุยกันในวงกาแฟก็คือ “ตกลงตอนนี้ AI มันเก่งกว่าคนแล้วจริงๆ เหรอ?” 

     ผมในฐานะคนที่คลุกคลีอยู่กับงานรับทำการตลาดมานาน เห็นการเปลี่ยนผ่านมาจนถึงยุค Data-Driven ขอเรียนตามตรงเลยว่า คำตอบของเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” ครับ แต่มันมีมิติที่ลึกซึ้งกว่านั้นมาก โดยเฉพาะในเรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่าง “การอ่านใจลูกค้า”

     วันนี้ผมเลยอยากจะมาชำแหละประเด็นนี้ให้ฟังกันชัดๆ แบบไม่มีกั๊ก ในมุมมองของคนที่ใช้งานจริง เจ็บจริง และเห็นผลลัพธ์จริง ว่าสรุปแล้วในสมรภูมิการทำการตลาดออนไลน์ AI คือเทพเจ้าองค์ใหม่ หรือเป็นแค่เครื่องมือที่ยังไงก็ขาดมนุษย์ไม่ได้กันแน่

ถอดรหัส AI อ่านพฤติกรรมลูกค้าด้วยวิธีไหน?

     ซึ่งก่อนจะไปตัดสินว่าใครเก่งกว่ากัน อยากให้ลองทำความเข้าใจกลไกการอ่านใจที่แตกต่างกันก่อนครับ เพราะในขณะที่มนุษย์เรามักใช้ความรู้สึก และประสบการณ์ส่วนตัวในการตัดสินใจ แต่ AI จะเลือกใช้สิ่งที่จับต้องได้ และแม่นยำกว่า นั่นคือ Pattern และ Data นั่นเองครับ

     และด้วยความสามารถในการประมวลผลข้อมูลมหาศาลนี้เอง ที่เข้ามาพลิกโฉมโลกการตลาดยุคใหม่ ทำให้เราไม่ต้องมานั่งเดาใจลูกค้ากันอีกต่อไป แต่สามารถหยิบ AI เข้ามาช่วยเจาะลึกใน 3 ด้านหลักที่ทรงพลังสุดๆ ได้แก่

Predictive Analytics

     คือการใช้เทคนิคการวิเคราะห์เพื่อคาดการณ์อนาคต ด้วยการใช้ข้อมูลพฤติกรรมในอดีตมหาศาลมาประมวลผลเพื่อบอกเราว่า “ลูกค้าคนนี้มีแนวโน้มจะซื้ออะไรเป็นชิ้นต่อไป” แบบ Real-time ซึ่งความแม่นยำตรงนี้ช่วยให้เอเจนซี่โฆษณาสามารถวางแผนยิงโฆษณาได้ถูกจังหวะเป๊ะๆ เหมือนรู้ใจเลยครับ

Sentiment Analysis

     หรือการวิเคราะห์ความรู้สึกจากข้อความบนโซเชียลมีเดีย สำหรับผมนี่คือสิ่งที่น่าทึ่งมากเลยครับ เพราะผมไม่คิดว่า AI จะสามารถแยกแยะได้ว่า รีวิวที่ลูกค้าพิมพ์มาเนี่ย เป็นการพิมในเชิงบวก เชิงลบ หรือเฉยๆ ได้ ทำให้แบรนด์รู้ทันทีว่ากระแสสังคมตอนนี้เป็นอย่างไร

Customer Segmentation 

     หรือแบ่งกลุ่มเป้าหมายแบบละเอียด สมัยก่อนเราอาจจะแบ่งลูกค้าแค่ เพศ อายุ ที่อยู่ แต่ในการทำการตลาดออนไลน์ด้วย AI เราทำได้ลึกกว่านั้นครับ เพราะระบบสามารถจัดกลุ่มลูกค้าอัตโนมัติจากพฤติกรรมที่ซับซ้อนได ทำให้ทีมรับทำการตลาดสามารถเสิร์ฟคอนเทนต์แบบ Personalization ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ทำด้วยมือไม่ไหวแน่นอน

—————————————————————————————————-

บทความแนะนำโดย Unicronet

และนอกจากการใช้ AI ช่วยแบ่งกลุ่มเป้าหมายแล้ว อีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณอ่านใจลูกค้าได้ขาด และผลิตคอนเทนต์ได้ตรงใจพวกเขาที่สุด คือการใช้เครื่องมือ Social Listening เข้ามาช่วยวิเคราะห์ครับ รายละเอียดทั้งหมดเรารวบรวมไว้ให้แล้วที่นี่

🔗 เจาะลึก Social Listening คืออะไร? คู่มือสร้างคอนเทนต์ที่ใช่ โดนใจลูกค้า

มนุษย์กับ AI ใครยืนหนึ่งเรื่องข้อมูล

     ถ้าพูดกันถึงเรื่องพลังการประมวลผลข้อมูล ผมบอกเลยครับว่างานนี้มนุษย์เราแพ้ราบคาบ ยิ่งในฐานะที่ผมบริหารเอเจนซี่ที่รับทำการตลาด และต้องคอยวิเคราะห์ Data Report จำนวนมหาศาลอยู่ทุกวัน มันยิ่งทำให้ผมเห็นความแตกต่างของประสิทธิภาพที่ชัดเจนมากครับ

ความเร็ว และปริมาณ

     AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลธุรกรรมเป็นล้านๆ รายการได้ในเสี้ยววินาทีครับ ในขณะที่ทีมงานมนุษย์อาจต้องใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะทำ Report สรุปพฤติกรรมลูกค้าออกมาได้สักชิ้น การจะรับทำการตลาดในยุคที่แข่งกันด้วยความเร็วนั้น AI จึงได้เปรียบในการกวาดข้อมูลดิบมาเปลี่ยนเป็น Insight มากกว่า

ความแม่นยำในข้อมูลเชิงลึก 

     เวลาเราต้องการหาความสัมพันธ์ของข้อมูลที่ซับซ้อน เช่น “คนซื้อผ้าอ้อมมักจะซื้อเบียร์ด้วยในคืนวันศุกร์” มนุษย์อาจจะมองไม่เห็น Pattern แปลกๆ พวกนี้หรอกครับ แต่ AI มันเห็นครับ ทำให้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกมีความแม่นยำสูงมาก ซึ่งจุดนี้แหละที่ช่วยให้เอเจนซี่โฆษณาอย่างเราลดงบประมาณที่สูญเปล่าไปได้เยอะเลย

เมื่อ AI ปะทะพฤติกรรมคนไทยในสนามจริง

     หลายคนอาจจะแย้งว่า “นั่นมันก็แค่ข้อมูลทางทฤษฎีรึเปล่า” ผมเลยจะขอหยิบยกเคสแบรนด์ไทยที่ได้ให้เอเจนซี่โฆษณาลองใช้ AI ทำการตลาดออนไลน์ และนำมาใช้ในด้านการดูแลลูกค้าแล้วได้ผลจริง มาเล่าให้ฟังครับ

กรณีศึกษา 

     “มะลิ” ของ TRUE นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดครับ เพราะ AI ที่ชื่อ “มะลิ” ของค่ายทรู สามารถจัดการเคสลูกค้าได้ถึง 2 ล้านเคสต่อเดือนเลยล่ะครับ คุณลองจินตนาการดูสิครับว่าถ้าต้องใช้คนรับสาย 2 ล้านสาย ต้องใช้พนักงานกี่พันคนกัน? ที่สำคัญคือความพึงพอใจของลูกค้าหลังจากการได้ติดต่อกับมะลิเนี่ย สูงกว่ามาตรฐานโลกถึง 90% และแก้ปัญหาได้จบโดยไม่ต้องส่งต่อให้มนุษย์เลยด้วยซ้ำ

     แต่เหรียญมีสองด้านเสมอครับ เพราะมีข้อมูลจากหอการค้าไทยที่อ้างอิงรายงานของ McKinsey ที่น่าสนใจมากครับ เขาบอกว่า AI ช่วยให้ “พนักงานใหม่” ทำงานได้ดีขึ้น มี Resolution rate เพิ่มขึ้นได้ถึง 35% เลยครับ แต่สำหรับ “พนักงานเก่าที่เก่งอยู่แล้ว” AI กลับไม่ได้ช่วยให้ทำงานดีขึ้นเท่าไหร่ เผลอๆ มนุษย์เก๋าเกมทำงานได้ดีกว่าโดยไม่ต้องพึ่ง AI ด้วยซ้ำ ตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่า ประสบการณ์ของคนทำงานเอเจนซี่โฆษณาที่ทำการตลาดออนไลน์มาหลายรูปแบบก็ยังมีความสำคัญอยู่ครับ

อุปสรรคของความเป็น AI 

     อ่านมาถึงตรงนี้ เหมือน AI จะเป็นฝ่ายชนะเราไปแล้วใช่ไหมครับ? แต่ในโลกของการทำงานจริง โดยเฉพาะในฐานะที่ผมทำเอเจนซี่โฆษณาที่ทำการตลาดออนไลน์อยู่ และต้องรับมือกับกระแสดราม่าที่ซับซ้อนบนโลกออนไลน์อยู่เสมอ ผมพบว่า AI ยังมีจุดอ่อนที่ใหญ่มาก และเป็นช่องว่างสำคัญที่ทำให้มนุษย์ยังเหนือชั้นกว่าครับ

กับดักความประชดประชัน

     ภาษาไทยดิ้นได้ครับ และนี่คือฝันร้ายของ AI บ่อยครั้งที่ AI ตีความผิดมหันต์ เช่น ลูกค้าพิมพ์ว่า “ส่งของเร็วมากกกก สั่งปีนี้ได้ปีหน้า” AI อาจจะจับ keyword คำว่า “เร็วมาก” แล้วตีความเป็น Positive ทันที ทั้งที่จริงๆ ลูกค้ากำลังด่ายับเลยครับ ดังนั้นการรับทำการตลาดที่พึ่งพาแต่ AI Report โดยไม่อ่านบริบท อาจทำให้แบรนด์เข้าใจผิดว่าตัวเองทำดีแล้ว ทั้งที่ทัวร์กำลังจะลงก็ได้ครับ

บริบททางวัฒนธรรม และภาษาถิ่น

     AI ส่วนใหญ่ถูกเทรนมาด้วยภาษาอังกฤษครับ พอมาเจอภาษาไทยที่มีสแลง มีภาษาวัยรุ่น หรือบริบทท้องถิ่น ถ้าโมเดลไม่ได้ถูกฝึกมาเฉพาะความแม่นยำจะต่ำเตี้ยเรี่ยดินทันทีครับ ซึ่งจริงๆ แล้วมีงานวิจัยในไทยชี้ชัดด้วยนะครับว่า แม้แต่โมเดลการแพทย์อย่าง Suandok Model ก็ยังต้องมีการปรับบริบทให้เข้ากับคนไทยก่อนด้วย ถึงจะใช้งานได้จริง

อคติที่ซ่อนอยู่ 

     ทุกคนอาจจะไม่รู้ แต่ AI ไม่ได้เป็นกลางเสมอไปครับ เพราะมันเรียนรู้จากข้อมูลที่มนุษย์ป้อนให้เท่านั้น ถ้าข้อมูลชุดนั้นมีความลำเอียง AI ก็จะลำเอียงตามไปด้วยครับ ตัวอย่าง เช่น Amazon ที่เคยต้องยกเลิกการใช้ AI คัดเลือกพนักงาน เพราะมันมี Bias เรื่องเพศในการไม่เลือกผู้หญิง ซึ่งสิ่งนี้อันตรายมากในการทำการตลาดออนไลน์เพราะอาจทำให้แบรนด์ หรือเอเจนซี่โฆษณา และทีมรับทำการตลาดเผลอเลือกปฏิบัติกับลูกค้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยไม่รู้ตัว

ความเห็นอกเห็นใจ

     เป็นสิ่งที่ AI ยังไงก็เลียนแบบมนุษย์ไม่ได้ครับ เวลาลูกค้าโกรธ หรือเสียใจ เขาต้องการคนที่เข้าใจ และ รับฟังไม่ใช่คำตอบแข็งทื่อที่ถูกต้องตามข้อเท็จจริง ดังนั้นลูกค้ามักจะตัดบทสนทนาทันทีถ้ารู้ว่ากำลังคุยกับบอทในเรื่องที่ละเอียดอ่อนอยู่

บทสรุป

     สรุปแล้ว AI อ่านพฤติกรรมลูกค้าได้ดีกว่าคนจริงไหม? คำตอบของผมคือ AI ทำได้ดีกว่าในเชิงการค้นหาข้อมูล และการประมวลผล แต่ยังเป็นรองมนุษย์ในเชิงคุณภาพของความรู้สึก และความเข้าใจบริบทอยู่ดีครับ

     ในฐานะเอเจนซี่โฆษณา ที่รับทำการตลาด และต้องรับผิดชอบงบประมาณก้อนโตของลูกค้า ผมมองว่าทางออกที่ดีที่สุดไม่ใช่การเลือกฝั่งใดฝั่งหนึ่งหรอกครับ แต่คือการบริหารงานในรูปแบบที่สามารถดึงจุดเด่นของทั้งคู่มาใช้ได้มากกว่าครับ

ใช้ AI เป็นผู้ช่วยภาคปฏิบัติ

     ให้รับผิดชอบงานเชิงเทคนิคที่ต้องทำซ้ำๆ งานวิเคราะห์ข้อมูลดิบจำนวนมหาศาล หรืองานคัดกรองกลุ่มเป้าหมายเบื้องต้น เพื่อเน้นความรวดเร็ว และความคุ้มค่าของต้นทุนในการทำการตลาดออนไลน์

ใช้มนุษย์กำกับทิศทาง

     ให้รับผิดชอบงานวางกลยุทธ์ทำการตลาดออนไลน์หลัก การบริหารจัดการภาวะวิกฤต และการตัดสินใจในจุดที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อน หรือในสถานการณ์ที่ลูกค้าต้องการความเข้าอกเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เพราะสิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักเสมอคือ ลูกค้าคือมนุษย์ที่มีความรู้สึกซับซ้อนครับ หากเราปล่อยให้ AI ตอบโต้โดยขาดความเข้าใจในบริบท หรือตอบกลับไปไม่ตรงกับระดับอารมณ์ของลูกค้าในขณะนั้น ก็อาจสร้างความไม่พอใจ และกลายเป็นความเสี่ยงที่สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของแบรนด์ได้เช่นกันครับ

 

—————————-
หากคุณกำลังมองหาที่ปรึกษาและทีมรับทำการตลาด เอเจนซี่โฆษณา สร้างยอดขายทะลุเป้าแบบก้าวกระโดด ติดต่อเราเพื่อให้ธุรกิจของคุณไปสู่เป้าหมายที่ใฝ่ฝัน

ติดต่อรับคำปรึกษาฟรี !!!

Tel : 094-616-3651

Line OA : @unicronet

#Unicronet #PerformanceMarketing #digital agency #เอเจนซี่โฆษณา #Marketing agency #ทำการตลาดออนไลน์ #Content marketing

agency #เอเจนซี่โฆษณา #Marketing agency #ทำการตลาดออนไลน์ #Content marketing

ผู้เขียนบทความ

นิค (ขาวดำ)

ชญานิศ จิตรีปลื้ม (นิก)

     Founder of Unicronet Agency และ Right Lane Academy ที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิทัลที่เชื่อว่าทุกกลยุทธ์ต้องวัดผลได้จริง ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปีในการทำงานร่วมกับแบรนด์ชั้นนำ มีความเชี่ยวชาญในการใช้ AI และ Martech เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจที่ชัดเจน และจับต้องได้

     (Digital Marketing Strategy ) ประสบการณ์วางแผนกลยุทธ์ทางด้าน Digital Marketing โดยเฉพาะ Online Platform ยอดนิยม เช่น Facebook ads , Google ads , SEO , Tiktok , Line , Youtube , Marketplace Ads มากกว่า 500+ Campaign

     (Digital Media Tools ) ประสบการณ์ด้าน Consult เทคนิคเชิงลึกสำหรับ Digital Media Tools เพื่อให้ทุกงบการลงทุนโฆษณาคุ้มค่ามากที่สุด อาทิเช่น การเพิ่ม Conversion ให้ธุรกิจ , เทคนิค ทำอย่างไรให้ CPA ราคาถูกลง , มีคนทักเยอะ ไม่มีคุณภาพ ปิดการขายไม่ได้ , สินค้าเสี่ยง Policy พร้อมเทคนิคการยิงแอดยังไงให้ไม่โดน Reject

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจอื่นๆของเรา

ในยุคที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลและเปรียบเทียบทุกข้อเสนอได้เพียงแค่ปลายนิ้ว การทำธุรกิจดูเหมือนจะถูกบีบให้ต้องแข่งขันกันอย่างดุเดือดมากขึ้นเรื่อยๆ เราอยู่ในจุดที่บรรยากาศของตลาดเต็มไปด้วยการจัดแคมเปญกระตุ้นยอดขาย เปิดแอปพลิเคชันไหนก็มักจะเจอแต่ป้ายลดราคาดึงดูดสายตา จนหลายครั้งการหั่นราคากลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของการค้าขายไปโดยปริยาย เมื่อสภาพแวดล้อมของตลาดเป็นแบบนี้ ลองค่อยๆ นึกภาพตามสถานการณ์ที่มักจะเกิดขึ้นจริงดูนะครับ ธุรกิจหนึ่งที่เคยเดินหน้าไปได้เรื่อยๆ จู่ๆ ยอดขายกลับเริ่มตกลงและชะลอตัว ขณะเดียวกันคู่แข่งในตลาดก็เริ่มสาดโปรโมชั่นลดราคาเพื่อแย่งความสนใจ เจ้าของธุรกิจเมื่อเห็นกราฟยอดขายเริ่มนิ่ง ประกอบกับความกังวลว่าจะเสียฐานลูกค้า ก็มักจะตัดสินใจหั่นราคาตามเพื่อดึงคนกลับมา แต่เรื่องมักไม่จบแค่นั้น เพราะเมื่อเราลด คู่แข่งก็อาจจะตอบโต้ด้วยการดัมพ์ราคาให้ถูกลงไปอีก ธุรกิจก็ต้องกัดฟันลดตามไปอีกรอบเพื่อรักษายอดเอาไว้ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ออเดอร์อาจจะกลับมาคึกคัก ยอดขายรวมอาจจะพอดูได้ หรือบางครั้งยอดขายอาจจะเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ แต่พอถึงสิ้นเดือนมานั่งดูบรรทัดสุดท้ายของบัญชี กำไรกลับหดหายไปจนแทบไม่เหลือ ภาพนี้ชี้ให้เห็นความจริงที่น่าตกใจว่า “ยอดขาย” กับ “กำไร” ไม่ใช่เรื่องเดียวกันเลย คำถามสำคัญที่ตามมาก็คือ ถ้าการลดราคาช่วยให้คนตัดสินใจซื้อและขายของได้ง่ายขึ้น แล้วทำไมธุรกิจจำนวนมากยิ่งแข่งกันลดราคากลับยิ่งรู้สึกเหนื่อย และไปต่อได้ยากขึ้นเรื่อยๆ? นั่นเป็นเพราะ Price War หรือสงครามราคา ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการตั้งราคาหรือการแข่งกันเปลี่ยนตัวเลขบนป้าย แต่มันเป็นปัญหาเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกำไร ความคาดหวังของลูกค้า ภาพลักษณ์ของแบรนด์ และความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ในมุมของคนที่ทำงานเป็นเอเจนซี่โฆษณาหรือรับทำการตลาด สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่การทำโปรโมชั่นลดราคาเพียงครั้งคราว แต่คือการที่ธุรกิจเริ่มเสพติดและใช้ “ราคา” เป็นคำตอบหลักในการแก้ปัญหาสำหรับการทำการตลาดออนไลน์ต่างหากครับ ทำไมหลายธุรกิจถึงติดกับดักสงครามราคา? การตัดสินใจก้าวเข้าสู่สมรภูมิราคามักไม่ได้เกิดจากความตั้งใจที่จะทำลายตลาดตั้งแต่แรก แต่มันเกิดจากแรงกดดันรอบด้านที่บีบคั้นให้ธุรกิจต้องหาทางออกที่รวดเร็วที่สุด เมื่อคู่แข่งชิงลดราคาก่อน เราก็กลัวว่าจะสูญเสียส่วนแบ่งการตลาด บางครั้งก็เป็นความต้องการที่จะเร่งระบายสินค้าเพื่อนำกระแสเงินสดมาหมุนเวียน หรือพยายามดึงดูดลูกค้าใหม่ๆ […]

เคยสงสัยไหมครับว่าทำไม ยิ่งเราทุ่มเทแรงกายแรงใจผลิตคอนเทนต์ลงเพจมากเท่าไหร่ แต่บางครั้งยอดคนเห็นกลับดิ่งลงเรื่อยๆ จนน่าใจหาย หลายธุรกิจในปัจจุบันกำลังติดอยู่ในวังวนของการแข่งขันกับความเร็ว แล้วเชื่อว่ากุญแจสำคัญในการทำออนไลน์คือความถี่ในการนำเสนอ จนมองหาคนมารับทำการตลาดที่สัญญาว่าจะโพสต์ให้ได้วันละหลายๆ คอนเทนต์ แต่สุดท้ายผลลัพธ์กลับกลายเป็นความเงียบเหงาที่ไม่มีใครตอบรับ เพจเริ่มเงียบ ยอดขายเริ่มนิ่ง ทั้งที่ทีมงานขยันอัปเดตข้อมูลแทบจะทุกชั่วโมง ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของระบบเพียงอย่างเดียวหรอกครับ แต่เกิดจากเส้นผมบังภูเขาที่คนทำธุรกิจส่วนใหญ่มักมองข้ามไปต่างหาก สิ่งที่ผมเจอบ่อยเวลาพูดคุยกับลูกค้าที่เข้ามาปรึกษาเรื่องการทำการตลาดออนไลน์ คือความกังวลใจเรื่องเมทริกซ์หลังบ้านที่ดูไม่สอดคล้องกับความตั้งใจ บางบริษัทถึงขั้นเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ดูแลมาแล้วหลายคนเพราะแก้ปัญหายอดการมองเห็นไม่ได้ ในฐานะคนที่คลุกคลีอยู่ในเอเจนซี่มาหลายปี ผมบอกได้เลยว่านี่คือ Pain Point คลาสสิกที่แบรนด์ส่วนใหญ่ต้องเผชิญ และมุมมองของคนทำงานในเอเจนซี่โฆษณาอย่างพวกผม มักจะเริ่มต้นแก้ไขปัญหานี้ด้วยการกลับไปรื้อข้อมูลดิบมาวิเคราะห์อย่างละเอียด เพราะความจริงที่โหดร้ายในโลกดิจิทัลจริงๆ ก็คือการสาดคอนเทนต์ลงไปปริมาณมากๆ ไม่ได้แปลว่าอัลกอริทึ่มจะฟีดเนื้อหาของคุณให้ผู้คนเห็นมากขึ้น ในหลายครั้งมันกลับส่งผลเชิงลบ ทำลายประสิทธิภาพของเพจด้วยซ้ำไป วันนี้ผมจะพาทุกคนมาเจาะลึกเบื้องหลังการทำงานของระบบอย่างตรงไปตรงมา ว่าทำไมกลยุทธ์การโพสต์บ่อยจึงไม่ใช่สูตรสำเร็จอีกต่อไป และเราควรต้องปรับตัวชี้วัดอะไรบ้างก่อนที่จะตัดสินใจปรับเปลี่ยนทิศทางคอนเทนต์บนพื้นที่ออนไลน์ของคุณ โพสต์ถี่ ทำไม Reach กลับลดลง หลายธุรกิจเข้าใจผิดว่าจำนวนเนื้อหาแปรผันตรงกับยอดการมองเห็น โดยคิดเอาเองว่ายิ่งสร้างทางเลือกให้ผู้บริโภคมากเท่าไหร่ โอกาสที่กลุ่มเป้าหมายจะเลื่อนฟีดมาเจอก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมีระบบคัดกรองที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก การทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของตัวเลขเหล่านี้จึงเป็นด่านแรกที่คนทำธุรกิจต้องเรียนรู้ Reach และ Engagement ต่างกันอย่างไร เวลาวิเคราะห์เพจ ผมมักเริ่มจากการปรับความเข้าใจเรื่องฐานรากของสองคำนี้ใหม่เสมอ เพื่อให้เห็นภาพตรงกัน Reach คือจำนวน “คน” หรือบัญชีผู้ใช้งานที่ไม่ซ้ำกัน ซึ่งมีโอกาสมองเห็นโพสต์ของคุณอย่างน้อยหนึ่งครั้ง […]

หลายๆ คนที่ยิงแอด อาจจะเคยเจอปัญหาแบบนี้กันใช่ไหมครับ? ที่ยิงแอดไปก็ค่าคลิกแพงขึ้นทุกวันแต่ยอดโอนกลับนิ่งสนิท หรือบางทีหน้าแดชบอร์ดก็โชว์ว่าคนทักอินบ็อกซ์มารัวๆ แต่พอเอาเข้าจริง ทีมเซลส์กลับปิดการขายไม่ได้เลยสักออเดอร์ พอเห็นตัวเลข ROAS (Return on Ad Spend) ค่อยๆ ร่วงลงเรื่อยๆ หลายคนก็เริ่มถอดใจ แล้วหันไปโทษว่าแพลตฟอร์มปรับอัลกอริทึมบ้างล่ะ หรือคู่แข่งในตลาดตัดราคาบ้างล่ะ แต่เอาจริงๆ นะครับ จากประสบการณ์ที่ผมขลุกอยู่กับหลังบ้านของลูกค้ามาหลายปี ผมพบว่าปัญหาใหญ่มันไม่ได้เกิดจากระบบของ Facebook หรือ Google เลยครับ แต่มันเกิดจาก “ความเชื่อผิด ๆ” ที่ฝังหัวเจ้าของธุรกิจหลายคนต่างหาก ซึ่งในตอนที่ลูกค้าตัดสินใจเข้ามาปรึกษาทีมรับทำการตลาด สิ่งแรกที่ผม และทีมมักจะทำ ไม่ใช่การรีบเปิดคอมพิวเตอร์แล้วกดสร้างแคมเปญใหม่ให้ทันทีนะครับ แต่เราต้องมานั่งจับเข่าคุยเพื่อเคลียร์วิธีคิดกันใหม่ก่อนเลย และนี่คือ 5 ความเชื่อสุดคลาสสิกที่ผมเจอซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นความเชื่อที่ทำให้หลายธุรกิจต้องยอมจ่ายเงินทิ้งไปฟรีๆ ซึ่งผมอยากเอามาแชร์ให้ทุกคนลองเช็กตัวเองดูครับว่า เรากำลังเผลอทำสิ่งเหล่านี้อยู่หรือเปล่า ใช้เครื่องมือเดียวกัน แต่ทำไมผลลัพธ์ถึงต่างกัน  ลองนึกภาพตามผมนะครับ สมมุติว่ามีธุรกิจ A กับธุรกิจ B ขายสินค้าประเภทเดียวกันเป๊ะ กลุ่มลูกค้าก็คล้ายๆ กัน แถมยังใช้ฟีเจอร์ยิงแอดในระบบเดียวกันทุกปุ่ม แต่ทำไมผลลัพธ์ตอนสิ้นเดือนถึงได้ออกมาต่างกันราวฟ้ากับเหว? หลายคนอาจจะคิดว่า อ๋อ […]

เวลาที่ยอดขายเริ่มนิ่งหรือกราฟรายได้ไม่วิ่งตามเป้าหมาย สิ่งแรกที่เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่มักจะนึกถึงคือการเพิ่มงบประมาณโฆษณา หรือพยายามหาช่องทางใหม่ๆ เพื่อดึงดูดลูกค้าให้มากขึ้นใช่ไหมครับ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเลยล่ะ เพราะในยุคนี้ใครๆ ก็อยากเข้าถึงผู้บริโภคให้ได้เร็วที่สุดกันทั้งนั้น แต่สิ่งที่ผมเจอบ่อยมากจากการทำงานเบื้องหลังแคมเปญต่างๆ คือ หลายครั้งธุรกิจทุ่มเทแรงกาย และเม็ดเงินไปแต่ผลลัพธ์กลับไม่สะท้อนกลับมาเป็นยอดขายอย่างที่ควรจะเป็น เพราะปัญหาหลักของการทำการตลาดออนไลน์ที่ไม่เห็นผล ส่วนใหญ่มักไม่ได้เกิดจากการตั้งค่าแคมเปญที่ไม่ดี หรือการทำรูปภาพโฆษณาที่ไม่สวยงามหรอกนะครับ แต่บ่อยครั้งมันเกิดจากพื้นฐานของธุรกิจเรายังไม่พร้อมสำหรับการขยายผลบนโลกออนไลน์ต่างหาก การรีบอัดฉีดเงินโฆษณาโดยที่โครงสร้างหลังบ้านยังมีจุดสะดุด ก็เปรียบเสมือนการเติมน้ำลงในถังที่มีรอยรั่ว ต่อให้คุณพยายามหาน้ำมาเติมมากแค่ไหน สุดท้ายมันก็จะค่อยๆ ซึมหายไปอยู่ดีครับ ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจทุ่มงบก้อนใหญ่ หรือเริ่มมองหาทีมงานมารับทำการตลาดให้ ผมอยากชวนทุกคนมาลองถอยหลังมาหนึ่งก้าว แล้วทำการ “X-Ray” ธุรกิจของตัวเองอย่างละเอียดดูสักครั้งครับ การกลับมาทบทวนรากฐานเหล่านี้ไม่ใช่การจับผิดใคร แต่เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่ออุดรอยรั่ว และทำให้มั่นใจว่าทุกงบประมาณในการทำการตลาดออนไลน์ของคุณ จะถูกนำไปใช้เพื่อสร้างการเติบโตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด 5 จุด X-Ray เช็คโครงสร้างก่อนเริ่มการตลาดออนไลน์ การตรวจสอบโครงสร้างของธุรกิจก่อนเริ่มยิงโฆษณา คือขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมได้ชัดเจนขึ้นครับ ว่าระบบหลังบ้านของเราพร้อมที่จะรับมือกับลูกค้า และงบประมาณที่จะจ่ายไปแล้วหรือยัง เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าเวลาเอเจนซี่โฆษณารับบรีฟงานมา เรามองหาอะไรบ้าง นี่คือ 5 เช็คลิสต์สำคัญที่ผมมักจะใช้สแกนหาจุดอ่อนของธุรกิจ ซึ่งไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจบริการ ขายสินค้า B2B หรือ B2C ก็สามารถนำโครงสร้างนี้ไปวิเคราะห์ธุรกิจตัวเองได้เลยครับ รู้จักกลุ่มเป้าหมายจริงหรือยัง? หนึ่งในความท้าทายที่ผมมักจะพบเวลาเริ่มโปรเจกต์ใหม่ คือการระบุตัวตนของลูกค้าครับ หลายธุรกิจมีความตั้งใจที่ดีที่อยากจะมอบสินค้าให้กับทุกคน จึงกำหนดกลุ่มเป้าหมายไว้กว้างมากๆ แต่ในเชิงการทำงานจริง […]