8 สิ่งที่ต้องรู้ก่อนจะจ้าง เอเจนซี่โฆษณา

Table of Contents

หลาย ๆ บริษัทมักจะจ้างบุคคลจากภายนอกเพื่อมาทำการตลาดในแบบที่ต้องการ ซึ่งจากวิจัยพบว่าค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยในการจ้างบุคคลภายนอกสูงกว่าการจ้างงานผ่าน เอเจนซี่โฆษณา ยิ่งไปกว่านั้นหลาย ๆ บริษัทไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าบุคลากรที่จ้างมาใหม่นั้นจะทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จหรือเปล่า ซึ่งการที่จะจ้างเอเจนซี่โฆษณานั้น 8 อย่างที่ควรจะทราบมีดังนี้

   1.  พวกเขามีความเชี่ยวชาญหรือไม่ ทีมงานของ เอเจนซี่โฆษณา สามารถนำเสนอทักษะได้มากกว่าพนักงานการตลาด ใช้เอเจนซี่ในการจัดการการตลาดเฉพาะทางซึ่งพนักงานในบริษัทของคุณอาจจะไม่มีความเชี่ยวชาญในการจัดการเรื่องนี้ ตัวอย่างเช่น การสร้าง Blog, การทำ Content Marketing, SEO, Analytics หรือการออกแบบเว็บไซต์ ถ้าเอเจนซี่รายนั้นขาดสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คุณอาจจะต้องมองหาเอเจนซี่โฆษณารายอื่น ๆ

   2. ผลงานที่ผ่านมา  กว่าจะรู้ว่าอะไรดีไม่ดีมันต้องใช้เวลา หลายๆเอเจนซี่โฆษณาจะบอกคุณว่าเขาสามารถทำทุกอย่างให้ได้ตามที่คุณต้องการ สิ่งที่คุณควรจะทำคือ

  • อย่ากลัวที่จะถามว่ากับลูกค้ารายอื่นแล้วเขาเสนอขายให้เหมือนแบบที่เสนอให้คุณหรือเปล่า
  • ค้นหาข้อมูลเบื้องต้นเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขามีแผนให้เฉพาะสำหรับคุณ
  • ถามหาแหล่งอ้างอิงข้อมูล

   3.  จะนำเสนอข้อมูล Insight ออกมาหรือไม่  บ่อยครั้งพนักงานมีความไม่เต็มใจที่จะแชร์ความคิดเห็นต่าง ๆ เอเจนซี่โฆษณาสามารถมองเห็นได้ว่าวัตถุประสงค์ที่คุณต้องการคืออะไรสามารถสร้างกลยุทธ์ทางการตลาดและแชร์กับผู้บริหารได้อย่างที่พนักงานไม่เคยทำมาก่อน

   4.  พวกเขาสามารถช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้จริง ๆ หรือเปล่า ทีมนักการตลาดที่จากข้างนอกจะกระจายภาระงานให้เพิ่มขึ้น ซึ่งก็จะทำให้ทีมของคุณมีเวลาไม่พอที่จะทำมันให้เสร็จ ซึ่งหมายความว่าความเสี่ยงใหม่กำลังเข้ามา เอเจนซี่เสนอบริษัทพาร์ทเนอร์เข้ามาที่จะช่วยทำให้บริการดีขึ้น พวกเขาจะต้องมีทักษะที่ถนัดเป็นพิเศษเช่น การทำวิดีโอ, การถ่ายรูป, SEO, Analytics หรืออื่น ๆ ดังนั้นลูกค้าจะได้รับผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

   5.  เราจะเจอกันได้บ่อยแค่ไหน เป็นคำถามที่สำคัญถ้าในกระบวนการไม่ได้ดำเนินการผ่านบัญชีของคุณ ไม่จำเป็นว่าจะต้องบ่อยขนาดทุกสัปดาห์ แค่นานพอให้เอเจนซี่ได้อัพเดทผลของโปรเจคของคุณได้ก็เพียงพอแล้ว

   6.  จะใช้เครื่องมืออะไรในการทำการตลาด เพื่อประสิทธิภาพที่ดี เอเจนซี่โฆษณาจะต้องใช้เครื่องมือที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญคือเอเจนซี่จะต้องสามารถวัดประสิทธิภาพของเครื่องมือได้โดยที่ทั้งเอเจนซี่และลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา

   7.  ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่ ทุกวันนี้เราไม่อาจคาดเดาภาวะเศรษฐกิจได้ บริษัทจะต้องมีการปรับปรุงและหาแรงผลักดันใหม่ๆด้วยงบประมาณที่จำกัด ดังนั้นการประมาณค่าใช้จ่ายในการจ้างเอเจนซี่โฆษณาเป็นเรื่องจำเป็นในการวางแผนการใช้เงินในธุรกิจของคุณ

   8.  ใช้เวลานานเท่าไหร่จึงจะเห็นผล บางทีการที่ใช้เวลาเร็วกว่าอาจจะไม่ได้ผลดีกว่าเสมอไป อย่าคาดหวังผลลัพธ์ที่มากเกิน หลายๆบริษัทออกแคมเปญใหม่ที่ต้องการเห็นผลลัพธ์ภายในเวลาสั้นๆเพียง 3 หรือ 4 เดือน อย่างไรก็ตามผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพควรอยู่ในช่วง 6 ถึง 12 เดือนเพราะต้องใช้เวลาในการวางแผนกลยุทธ์การตลาด วิเคราะห์ ปรับปรุงพัฒนา รวมถึงการสร้างคอนเทนต์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานมั่นคง ให้แบรนด์ประสบความสำเร็จอย่างยืนยาว

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจอื่นๆของเรา

ในยุคที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลและเปรียบเทียบทุกข้อเสนอได้เพียงแค่ปลายนิ้ว การทำธุรกิจดูเหมือนจะถูกบีบให้ต้องแข่งขันกันอย่างดุเดือดมากขึ้นเรื่อยๆ เราอยู่ในจุดที่บรรยากาศของตลาดเต็มไปด้วยการจัดแคมเปญกระตุ้นยอดขาย เปิดแอปพลิเคชันไหนก็มักจะเจอแต่ป้ายลดราคาดึงดูดสายตา จนหลายครั้งการหั่นราคากลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของการค้าขายไปโดยปริยาย เมื่อสภาพแวดล้อมของตลาดเป็นแบบนี้ ลองค่อยๆ นึกภาพตามสถานการณ์ที่มักจะเกิดขึ้นจริงดูนะครับ ธุรกิจหนึ่งที่เคยเดินหน้าไปได้เรื่อยๆ จู่ๆ ยอดขายกลับเริ่มตกลงและชะลอตัว ขณะเดียวกันคู่แข่งในตลาดก็เริ่มสาดโปรโมชั่นลดราคาเพื่อแย่งความสนใจ เจ้าของธุรกิจเมื่อเห็นกราฟยอดขายเริ่มนิ่ง ประกอบกับความกังวลว่าจะเสียฐานลูกค้า ก็มักจะตัดสินใจหั่นราคาตามเพื่อดึงคนกลับมา แต่เรื่องมักไม่จบแค่นั้น เพราะเมื่อเราลด คู่แข่งก็อาจจะตอบโต้ด้วยการดัมพ์ราคาให้ถูกลงไปอีก ธุรกิจก็ต้องกัดฟันลดตามไปอีกรอบเพื่อรักษายอดเอาไว้ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ออเดอร์อาจจะกลับมาคึกคัก ยอดขายรวมอาจจะพอดูได้ หรือบางครั้งยอดขายอาจจะเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ แต่พอถึงสิ้นเดือนมานั่งดูบรรทัดสุดท้ายของบัญชี กำไรกลับหดหายไปจนแทบไม่เหลือ ภาพนี้ชี้ให้เห็นความจริงที่น่าตกใจว่า “ยอดขาย” กับ “กำไร” ไม่ใช่เรื่องเดียวกันเลย คำถามสำคัญที่ตามมาก็คือ ถ้าการลดราคาช่วยให้คนตัดสินใจซื้อและขายของได้ง่ายขึ้น แล้วทำไมธุรกิจจำนวนมากยิ่งแข่งกันลดราคากลับยิ่งรู้สึกเหนื่อย และไปต่อได้ยากขึ้นเรื่อยๆ? นั่นเป็นเพราะ Price War หรือสงครามราคา ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการตั้งราคาหรือการแข่งกันเปลี่ยนตัวเลขบนป้าย แต่มันเป็นปัญหาเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกำไร ความคาดหวังของลูกค้า ภาพลักษณ์ของแบรนด์ และความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ในมุมของคนที่ทำงานเป็นเอเจนซี่โฆษณาหรือรับทำการตลาด สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่การทำโปรโมชั่นลดราคาเพียงครั้งคราว แต่คือการที่ธุรกิจเริ่มเสพติดและใช้ “ราคา” เป็นคำตอบหลักในการแก้ปัญหาสำหรับการทำการตลาดออนไลน์ต่างหากครับ ทำไมหลายธุรกิจถึงติดกับดักสงครามราคา? การตัดสินใจก้าวเข้าสู่สมรภูมิราคามักไม่ได้เกิดจากความตั้งใจที่จะทำลายตลาดตั้งแต่แรก แต่มันเกิดจากแรงกดดันรอบด้านที่บีบคั้นให้ธุรกิจต้องหาทางออกที่รวดเร็วที่สุด เมื่อคู่แข่งชิงลดราคาก่อน เราก็กลัวว่าจะสูญเสียส่วนแบ่งการตลาด บางครั้งก็เป็นความต้องการที่จะเร่งระบายสินค้าเพื่อนำกระแสเงินสดมาหมุนเวียน หรือพยายามดึงดูดลูกค้าใหม่ๆ […]

เคยสงสัยไหมครับว่าทำไม ยิ่งเราทุ่มเทแรงกายแรงใจผลิตคอนเทนต์ลงเพจมากเท่าไหร่ แต่บางครั้งยอดคนเห็นกลับดิ่งลงเรื่อยๆ จนน่าใจหาย หลายธุรกิจในปัจจุบันกำลังติดอยู่ในวังวนของการแข่งขันกับความเร็ว แล้วเชื่อว่ากุญแจสำคัญในการทำออนไลน์คือความถี่ในการนำเสนอ จนมองหาคนมารับทำการตลาดที่สัญญาว่าจะโพสต์ให้ได้วันละหลายๆ คอนเทนต์ แต่สุดท้ายผลลัพธ์กลับกลายเป็นความเงียบเหงาที่ไม่มีใครตอบรับ เพจเริ่มเงียบ ยอดขายเริ่มนิ่ง ทั้งที่ทีมงานขยันอัปเดตข้อมูลแทบจะทุกชั่วโมง ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของระบบเพียงอย่างเดียวหรอกครับ แต่เกิดจากเส้นผมบังภูเขาที่คนทำธุรกิจส่วนใหญ่มักมองข้ามไปต่างหาก สิ่งที่ผมเจอบ่อยเวลาพูดคุยกับลูกค้าที่เข้ามาปรึกษาเรื่องการทำการตลาดออนไลน์ คือความกังวลใจเรื่องเมทริกซ์หลังบ้านที่ดูไม่สอดคล้องกับความตั้งใจ บางบริษัทถึงขั้นเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ดูแลมาแล้วหลายคนเพราะแก้ปัญหายอดการมองเห็นไม่ได้ ในฐานะคนที่คลุกคลีอยู่ในเอเจนซี่มาหลายปี ผมบอกได้เลยว่านี่คือ Pain Point คลาสสิกที่แบรนด์ส่วนใหญ่ต้องเผชิญ และมุมมองของคนทำงานในเอเจนซี่โฆษณาอย่างพวกผม มักจะเริ่มต้นแก้ไขปัญหานี้ด้วยการกลับไปรื้อข้อมูลดิบมาวิเคราะห์อย่างละเอียด เพราะความจริงที่โหดร้ายในโลกดิจิทัลจริงๆ ก็คือการสาดคอนเทนต์ลงไปปริมาณมากๆ ไม่ได้แปลว่าอัลกอริทึ่มจะฟีดเนื้อหาของคุณให้ผู้คนเห็นมากขึ้น ในหลายครั้งมันกลับส่งผลเชิงลบ ทำลายประสิทธิภาพของเพจด้วยซ้ำไป วันนี้ผมจะพาทุกคนมาเจาะลึกเบื้องหลังการทำงานของระบบอย่างตรงไปตรงมา ว่าทำไมกลยุทธ์การโพสต์บ่อยจึงไม่ใช่สูตรสำเร็จอีกต่อไป และเราควรต้องปรับตัวชี้วัดอะไรบ้างก่อนที่จะตัดสินใจปรับเปลี่ยนทิศทางคอนเทนต์บนพื้นที่ออนไลน์ของคุณ โพสต์ถี่ ทำไม Reach กลับลดลง หลายธุรกิจเข้าใจผิดว่าจำนวนเนื้อหาแปรผันตรงกับยอดการมองเห็น โดยคิดเอาเองว่ายิ่งสร้างทางเลือกให้ผู้บริโภคมากเท่าไหร่ โอกาสที่กลุ่มเป้าหมายจะเลื่อนฟีดมาเจอก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมีระบบคัดกรองที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก การทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของตัวเลขเหล่านี้จึงเป็นด่านแรกที่คนทำธุรกิจต้องเรียนรู้ Reach และ Engagement ต่างกันอย่างไร เวลาวิเคราะห์เพจ ผมมักเริ่มจากการปรับความเข้าใจเรื่องฐานรากของสองคำนี้ใหม่เสมอ เพื่อให้เห็นภาพตรงกัน Reach คือจำนวน “คน” หรือบัญชีผู้ใช้งานที่ไม่ซ้ำกัน ซึ่งมีโอกาสมองเห็นโพสต์ของคุณอย่างน้อยหนึ่งครั้ง […]

หลายๆ คนที่ยิงแอด อาจจะเคยเจอปัญหาแบบนี้กันใช่ไหมครับ? ที่ยิงแอดไปก็ค่าคลิกแพงขึ้นทุกวันแต่ยอดโอนกลับนิ่งสนิท หรือบางทีหน้าแดชบอร์ดก็โชว์ว่าคนทักอินบ็อกซ์มารัวๆ แต่พอเอาเข้าจริง ทีมเซลส์กลับปิดการขายไม่ได้เลยสักออเดอร์ พอเห็นตัวเลข ROAS (Return on Ad Spend) ค่อยๆ ร่วงลงเรื่อยๆ หลายคนก็เริ่มถอดใจ แล้วหันไปโทษว่าแพลตฟอร์มปรับอัลกอริทึมบ้างล่ะ หรือคู่แข่งในตลาดตัดราคาบ้างล่ะ แต่เอาจริงๆ นะครับ จากประสบการณ์ที่ผมขลุกอยู่กับหลังบ้านของลูกค้ามาหลายปี ผมพบว่าปัญหาใหญ่มันไม่ได้เกิดจากระบบของ Facebook หรือ Google เลยครับ แต่มันเกิดจาก “ความเชื่อผิด ๆ” ที่ฝังหัวเจ้าของธุรกิจหลายคนต่างหาก ซึ่งในตอนที่ลูกค้าตัดสินใจเข้ามาปรึกษาทีมรับทำการตลาด สิ่งแรกที่ผม และทีมมักจะทำ ไม่ใช่การรีบเปิดคอมพิวเตอร์แล้วกดสร้างแคมเปญใหม่ให้ทันทีนะครับ แต่เราต้องมานั่งจับเข่าคุยเพื่อเคลียร์วิธีคิดกันใหม่ก่อนเลย และนี่คือ 5 ความเชื่อสุดคลาสสิกที่ผมเจอซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นความเชื่อที่ทำให้หลายธุรกิจต้องยอมจ่ายเงินทิ้งไปฟรีๆ ซึ่งผมอยากเอามาแชร์ให้ทุกคนลองเช็กตัวเองดูครับว่า เรากำลังเผลอทำสิ่งเหล่านี้อยู่หรือเปล่า ใช้เครื่องมือเดียวกัน แต่ทำไมผลลัพธ์ถึงต่างกัน  ลองนึกภาพตามผมนะครับ สมมุติว่ามีธุรกิจ A กับธุรกิจ B ขายสินค้าประเภทเดียวกันเป๊ะ กลุ่มลูกค้าก็คล้ายๆ กัน แถมยังใช้ฟีเจอร์ยิงแอดในระบบเดียวกันทุกปุ่ม แต่ทำไมผลลัพธ์ตอนสิ้นเดือนถึงได้ออกมาต่างกันราวฟ้ากับเหว? หลายคนอาจจะคิดว่า อ๋อ […]

เวลาที่ยอดขายเริ่มนิ่งหรือกราฟรายได้ไม่วิ่งตามเป้าหมาย สิ่งแรกที่เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่มักจะนึกถึงคือการเพิ่มงบประมาณโฆษณา หรือพยายามหาช่องทางใหม่ๆ เพื่อดึงดูดลูกค้าให้มากขึ้นใช่ไหมครับ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเลยล่ะ เพราะในยุคนี้ใครๆ ก็อยากเข้าถึงผู้บริโภคให้ได้เร็วที่สุดกันทั้งนั้น แต่สิ่งที่ผมเจอบ่อยมากจากการทำงานเบื้องหลังแคมเปญต่างๆ คือ หลายครั้งธุรกิจทุ่มเทแรงกาย และเม็ดเงินไปแต่ผลลัพธ์กลับไม่สะท้อนกลับมาเป็นยอดขายอย่างที่ควรจะเป็น เพราะปัญหาหลักของการทำการตลาดออนไลน์ที่ไม่เห็นผล ส่วนใหญ่มักไม่ได้เกิดจากการตั้งค่าแคมเปญที่ไม่ดี หรือการทำรูปภาพโฆษณาที่ไม่สวยงามหรอกนะครับ แต่บ่อยครั้งมันเกิดจากพื้นฐานของธุรกิจเรายังไม่พร้อมสำหรับการขยายผลบนโลกออนไลน์ต่างหาก การรีบอัดฉีดเงินโฆษณาโดยที่โครงสร้างหลังบ้านยังมีจุดสะดุด ก็เปรียบเสมือนการเติมน้ำลงในถังที่มีรอยรั่ว ต่อให้คุณพยายามหาน้ำมาเติมมากแค่ไหน สุดท้ายมันก็จะค่อยๆ ซึมหายไปอยู่ดีครับ ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจทุ่มงบก้อนใหญ่ หรือเริ่มมองหาทีมงานมารับทำการตลาดให้ ผมอยากชวนทุกคนมาลองถอยหลังมาหนึ่งก้าว แล้วทำการ “X-Ray” ธุรกิจของตัวเองอย่างละเอียดดูสักครั้งครับ การกลับมาทบทวนรากฐานเหล่านี้ไม่ใช่การจับผิดใคร แต่เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่ออุดรอยรั่ว และทำให้มั่นใจว่าทุกงบประมาณในการทำการตลาดออนไลน์ของคุณ จะถูกนำไปใช้เพื่อสร้างการเติบโตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด 5 จุด X-Ray เช็คโครงสร้างก่อนเริ่มการตลาดออนไลน์ การตรวจสอบโครงสร้างของธุรกิจก่อนเริ่มยิงโฆษณา คือขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมได้ชัดเจนขึ้นครับ ว่าระบบหลังบ้านของเราพร้อมที่จะรับมือกับลูกค้า และงบประมาณที่จะจ่ายไปแล้วหรือยัง เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าเวลาเอเจนซี่โฆษณารับบรีฟงานมา เรามองหาอะไรบ้าง นี่คือ 5 เช็คลิสต์สำคัญที่ผมมักจะใช้สแกนหาจุดอ่อนของธุรกิจ ซึ่งไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจบริการ ขายสินค้า B2B หรือ B2C ก็สามารถนำโครงสร้างนี้ไปวิเคราะห์ธุรกิจตัวเองได้เลยครับ รู้จักกลุ่มเป้าหมายจริงหรือยัง? หนึ่งในความท้าทายที่ผมมักจะพบเวลาเริ่มโปรเจกต์ใหม่ คือการระบุตัวตนของลูกค้าครับ หลายธุรกิจมีความตั้งใจที่ดีที่อยากจะมอบสินค้าให้กับทุกคน จึงกำหนดกลุ่มเป้าหมายไว้กว้างมากๆ แต่ในเชิงการทำงานจริง […]