รับทำการตลาด

ถอดสูตรลับเอเจนซี่ ปั้นแคมเปญ Seasonal Marketing ยังไงให้คนมุง

Table of Contents

    ช่วงเทศกาลสำคัญ ถือเป็นโอกาสทางการตลาดที่เอเจนซี่และหลายๆ แบรนด์ต่างทุ่มกำลังกันสุดตัวเพื่อสร้างแคมเปญ และทำการตลาดออนไลน์ที่น่าจดจำไม่ว่าจะเป็นช่วงปีใหม่, วาเลนไทน์, หรือสงกรานต์ แต่เคยสงสัยไหมว่าท่ามกลางแคมเปญมากมายที่ออกมาพร้อมๆ กันพวกนี้ ทำไมมีแค่ไม่กี่แบรนด์ที่กลายเป็นกระแส ในขณะที่แคมเปญส่วนใหญ่กลับเงียบหายไป

    จริงๆ แล้วความลับเบื้องหลังความสำเร็จนั้นไม่ได้อยู่ที่งบประมาณเสมอไป แต่อยู่ที่กลยุทธ์ทำการตลาดออนไลน์ Seasonal Marketing ของเอเจนซี่โฆษณา หรือทีมรับทำการตลาดใช้ในการออกแบบแคมเปญให้ออกมาได้รับความสนใจมากกว่าแค่การขาย เพื่อให้คนจดจำแบรนด์ไปได้อีกนาน

    บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับมุมมองในการทำการตลาดออนไลน์แบบ Seasonal Marketing จากเอเจนซี่ เพื่อให้คุณสามารถเปลี่ยนเทศกาลธรรมดาให้กลายเป็นโอกาสทองของแบรนด์กัน

5 มุมมองการตลาดแบบเอเจนซี่ที่แบรนด์ควรรู้

1.เทศกาลคือโอกาส แต่ Insight คือตัวแปร

    เพราะถึงแม้ว่าแบรนด์ไหนๆ ก็สามารถทำการตลาดตามเทศกาลได้ แต่หัวใจที่ทำให้แคมเปญประสบความสำเร็จกลับไม่ใช่แค่การออกโปรโมชัน เพราะสิ่งที่เอเจนซี่โฆษณาหรือทีมรับทำการตลาด ให้ความสำคัญเป็นอย่างแรกคือการเริ่มต้นด้วยการเจาะลึก consumer insight ก่อนเสมอ เพื่อหาคำตอบให้ได้ว่าผู้คนคาดหวังอะไรจากเทศกาลนั้นๆ เพราะผู้บริโภคมักจะจดจำแบรนด์จากความรู้สึกที่ได้รับมากกว่าโปรโมชันหรือส่วนลด

    นั่นหมายความว่า คนไม่ได้จำแค่โปรโมชั่น แต่จำโมเมนต์ที่แบรนด์ทำให้พวกเขารู้สึกพิเศษในช่วงเทศกาลนั้นๆ ต่างหาก เอเจนซี่โฆษณาจึงมักเน้นการสร้างประสบการณ์ทางอารมณ์ผ่านการทำการตลาดออนไลน์ เช่น การสร้างความรู้สึกอบอุ่นในช่วงคริสต์มาส หรือความสนุกสนานในช่วงสงกรานต์ โดยเชื่อมโยงกับคุณค่าของแบรนด์ และความต้องการของผู้บริโภคในช่วงเวลานั้น

ตัวอย่างเช่น
    แทนที่จะทำแคมเปญวาเลนไทน์แบบเดิมๆ ที่เน้นแต่คู่รัก เอเจนซี่โฆษณา อาจเจาะ insight ว่าคนโสดก็อยากฉลอง และรักตัวเองเหมือนกัน จึงสร้างแคมเปญชวนคนโสดมาแชร์วิธีให้รางวัลตัวเองในวันแห่งความรัก เพื่อชิงส่วนลดพิเศษสำหรับซื้อของขวัญให้ตัวเอง เป็นการสร้างโมเมนต์ที่เชื่อมโยงกับคนอีกกลุ่มใหญ่ได้

    หรือในการทำการตลาดออนไลน์ช่วงสงกรานต์ แทนที่จะพูดถึงการเล่นน้ำเพียงอย่างเดียว อาจใช้ insight เรื่องการเดินทางกลับบ้านของคนที่ทำงานในเมือง มาสร้างเป็นไวรัลวิดีโอซึ้งๆ เกี่ยวกับของฝากที่ลูกซื้อกลับไปให้พ่อแม่ เพื่อเชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับความรู้สึกอบอุ่นของครอบครัว ซึ่งเป็นอารมณ์ร่วมที่แข็งแกร่งกว่าการให้ส่วนลดทั่วไป

2.สร้าง Branding ก่อน แล้วขายทีหลัง

    หลายคนมักเข้าใจผิดว่า Seasonal Marketing เป็นแค่การอัดโปรโมชันลดแลกแจกแถมเพื่อปั๊มยอดขายในช่วงสั้นๆ แต่ในมุมมองของเอเจนซี่ และทีมรับทำการตลาด กลับมองว่าเทศกาลพวกนี้คือจังหวะทองในการสร้างตัวตนและความผูกพันกับแบรนด์ในระยะยาวมากกว่า และแบรนด์ที่สร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์กับผู้บริโภคได้สำเร็จ มีโอกาสสร้างแฟนตัวยงของแบรนด์ หรือ Brand Loyalty ได้มากกว่าแบรนด์ที่เอาแต่พูดเรื่องคุณสมบัติสินค้าถึง 3 เท่า

    นี่จึงเป็นเหตุผลที่เอเจนซี่โฆษณามักแนะนำให้แบรนด์ใช้ช่วงเทศกาลเล่าเรื่องราวที่สะท้อนคุณค่าของแบรนด์ เพื่อสร้างความรู้สึกที่ลึกซึ้งกว่าแค่การซื้อขาย เช่นแคมเปญที่พูดเรื่องการแบ่งปัน, การช่วยเหลือสังคม, หรือการสร้างประสบการณ์ดีๆ ร่วมกัน

    และเมื่อแบรนด์สามารถเข้าไปอยู่ในใจของผู้บริโภคได้ ต่อให้เทศกาลจะจบไปแล้ว คนก็ยังนึกถึง และเลือกซื้อสินค้าหรือบริการของแบรนด์นั้นต่อไป หมือนเป็นการลงทุนระยะยาวที่คุ้มค่ากว่าการเน้นกระตุ้นยอดขายในระยะสั้นเพียงอย่างเดียว

ตัวอย่างเช่น
    ในช่วงปีใหม่ แทนที่จะเน้นแค่ส่วนลด เอเจนซี่โฆษณาอาจออกแบบแคมเปญ ช่วยกันมอบของขวัญปีใหม่โดยแบรนด์จะบริจาคเงิน 5% จากทุกยอดขายเพื่อสนับสนุนมูลนิธิที่ช่วยเหลือสังคม เป็นการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่ใส่ใจสังคมและสร้างความรู้สึกดีๆ ให้กับลูกค้าที่ซื้อสินค้าไปพร้อมกัน

    หรือจะเป็นการที่ทีมรับทำการตลาดสร้างแคมเปญเรื่องเล่าถึงแม่ ชวนคนมาโพสต์รูปคู่พร้อมเล่าเรื่องราวความประทับใจในช่วงวันแม่ โดยไม่ได้เน้นขายของตรงๆ แต่เน้นสร้างพื้นที่ให้ผู้คนได้แสดงความรัก และแบ่งปันมีประสบการณ์ร่วมกัน ซึ่งทำให้แบรนด์ถูกจดจำในฐานะผู้สร้างช่วงเวลาดีๆ มากขึ้น

3.ความสดใหม่คืออาวุธลับที่ต้องมี

    เพราะถึงเทศกาลจะวนกลับมาทุกปี แต่ไม่ได้หมายความว่าวิธีการนำเสนอแคมเปญแบบเดิมจะใช้ได้ผลทุกปี ในทางกลับกันความสดใหม่ และแตกต่างต่างหากที่ทำให้แคมเปญได้ผลมากขึ้น เพราะในโลกการทำการตลาดออนไลน์รู้กันดีว่า การนำเสนอไอเดียเดิมๆ จะทำให้แคมเปญกลายเป็นแค่คอนเทนต์ที่คนเลื่อนผ่านไปเฉยๆ

    หนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างความสดใหม่ที่เอเจนซี่ และทีมรับทำการตลาดใช้ก็คือการเกาะกระแสที่กำลังมาแรงแบบ real-time นั่นเอง ลองนึกภาพการหยิบเอามุกตลก meme ดังๆ หรือ pop culture ที่คนกำลังพูดถึง มาสร้างเป็นคอนเทนต์ในรูปแบบวิดีโอสั้นบน TikTok หรือ Instagram Reels ดูสิ นอกจากจะน่าสนใจแล้ว ยังมีข้อมูลยืนยันด้วยว่าคอนเทนต์ที่เชื่อมโยงกับเทรนด์ปัจจุบันมีโอกาสถูกแชร์มากกว่าปกติถึง 31% และถ้าหากกระตุ้นให้เกิด User-generated content ได้ด้วยแล้ว ก็จะยิ่งเพิ่มการมีส่วนร่วมได้มากถึง 28% เลยทีเดียว

นี่จึงเป็นเหตุผลที่เอเจนซี่โฆษณา มักจะติดตามเทรนด์อย่างใกล้ชิด และปรับเปลี่ยนแผนการตลาดให้สอดคล้องกับกระแสที่เกิดขึ้นแบบ real-time อยู่เสมอ

ตัวอย่างเช่น
    ในช่วงฮาโลวีนเอเจนซี่โฆษณาอาจเกาะกระแสไวรัล Challenge ที่กำลังฮิตใน TikTok มาทำการตลาดออนไลน์เป็นแคมเปญชวนให้คนทำคลิปวิดีโอแปลงโฉมลุคผีแบบสร้างสรรค์โดยใช้เพลงที่กำลังเป็นกระแส พร้อมติดแฮชแท็กเพื่อลุ้นรับรางวัลจากแบรนด์ เป็นการสร้าง UGC และการมีส่วนร่วมที่สดใหม่กว่าการโพสต์โปรโมชั่นธรรมดา

    หรือสำหรับการทำการตลาดออนไลน์ช่วงสงกรานต์ เอเจนซี่โฆษณาอาจนำ Meme format ที่กำลังเป็นไวรัลในขณะนั้น มาสร้างเป็นภาพล้อเลียนสถานการณ์ที่คนมักเจอในวันสงกรานต์ เช่น สิ่งที่คิด vs สิ่งที่เจอตอนเล่นน้ำ แล้วสอดแทรกสินค้าหรือแบรนด์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของมุกตลกนั้นๆ เพื่อสร้างคอนเทนต์ที่เรียกเสียงหัวเราะ และกระตุ้นให้เกิดการแชร์มากขึ้น

4.Interaction หน้าร้านคือจุดเปลี่ยนเกม

    ภาพจำของ Seasonal Marketing ในยุคนี้มักผูกติดอยู่กับการทำการตลาดออนไลน์บนแพลตฟอร์มโซเชียลเป็นหลัก แต่ความจริงแล้วประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับจริงๆ ที่หน้าร้านต่างหากที่เป็นหมัดเด็ดในการปิดการขาย และสร้างความประทับใจที่ลืมไม่ลง เพราะกว่า 73% ของผู้บริโภคยอมรับว่าให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่ดีมากกว่าเรื่องราคาหรือคุณภาพสินค้า และอีก 65% ก็เห็นตรงกันว่าประสบการณ์ดีๆ กับแบรนด์มีผลต่อการตัดสินใจซื้อมากกว่าโฆษณาอีก

    ดังนั้นแค่คำพูดหรือท่าทีของพนักงานก็ตัดสินได้เลยว่าลูกค้าจะมาแค่ครั้งเดียว หรืออยากกลับมาเป็นลูกค้าประจำ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลที่ลูกค้ามีความคาดหวังสูงเป็นพิเศษ จึงเป็นเหตุผลที่เอเจนซี่ และทีมรับทำการตลาดมักเน้นให้แบรนด์ฝึกอบรมพนักงานจนสามารถสร้างบรรยากาศของเทศกาลได้อย่างเป็นธรรมชาติ อธิบายโปรโมชั่นได้ชัดเจน และที่สำคัญที่สุดคือ สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้ากับสิ่งที่แบรนด์นำเสนอได้อย่างพอเหมาะพอดี

    และเมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกค้ารู้สึกว่าสิ่งที่ได้รับมันตรงใจหรือดีกว่าที่คาดไว้ พวกเขาจะไม่ใช่แค่ซื้อสินค้าตามเทศกาลเท่านั้น แต่มีโอกาสสูงที่จะซื้อสินค้าอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย ซึ่งมีข้อมูลยืนยันว่า ลูกค้าที่มีความสุขกับแบรนด์มีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายมากกว่าลูกค้าทั่วไปถึง 140%

    จะเห็นได้ว่าการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าไม่ใช่แค่การให้ข้อมูลทั่วไปๆ การสร้างความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นการชวนคุย การตอบคำถาม การเสนอทางออกที่ใช่สำหรับลูกค้า หรือการดูแลเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้จะทำให้การซื้อครั้งนี้ไม่ได้จบแค่การซื้อขายรอบเดียว แต่จะถูกต่อยอดเป็นความประทับใจที่นำไปสู่การซื้อซ้ำ และการบอกต่อได้ด้วย

ตัวอย่างเช่น
    เอเจนซี่โฆษณาอาจแนะนำให้ร้านค้าจัดมุม เขียนการ์ดอวยพรปีใหม่เล็กๆ ในร้านช่วงก่อนปีใหม่โดยพนักงานที่ได้รับการอบรมมาจะคอยเชิญชวนให้ลูกค้าที่ซื้อของแล้วมาเขียนการ์ดฟรี พร้อมมีบริการห่อของขวัญให้ฟรี เป็นการสร้างประสบการณ์พิเศษที่น่าจดจำ และทำให้ลูกค้ารู้สึกดีกับแบรนด์มากกว่าแค่การมาซื้อของ

    หรือจะเป็นไอเดียรับทำการตลาดให้กับแบรนด์เสื้อผ้าด้วยการอบรมพนักงานให้เป็นที่ปรึกษาด้านการแต่งตัว ในช่วงเทศกาล เช่น เมื่อลูกค้าเข้ามาหาชุดไปคอนเสิร์ต พนักงานจะไม่ได้แค่ขายของ แต่จะช่วยแนะนำการมิกซ์แอนด์แมตช์ที่เหมาะกับบุคลิกของลูกค้าแต่ละคน เป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง และทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้รับการดูแลเป็นพิเศษ

5.สแกนสุขภาพแบรนด์ก่อนทำแคมเปญ
    เอเจนซี่หลายๆ ที่มักเตือนแบรนด์เสมอว่า อย่าทำแคมเปญแบบ short win เพียงเพื่อดันยอดขายในช่วงสั้นๆ เพราะ Seasonal Marketing ที่ดีควรสามารถขายสินค้าได้ และต่อยอดภาพลักษณ์ของแบรนด์ไปพร้อมๆ กัน เพราถ้าหากแบรนด์เน้นแต่การ Drive Sale อย่างเดียว ก็อาจจะเข้าสู่สงครามราคาที่ไม่มีใครได้ประโยชน์ในระยะยาวได้ แต่หากเน้นการสร้าง Branding ควบคู่ไปด้วย ก็จะสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจได้มากกว่า

    อย่างไรก็ตาม แคมเปญเทศกาลจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ไม่ได้เริ่มต้นที่ตัวสินค้าหรือโปรโมชัน แต่เริ่มต้นที่การเข้าใจสภาพแบรนด์ในปัจจุบันก่อนจะทำการตลาดออนไลน์ หรือที่เรียกว่า “Brand Health Check” ซึ่งประกอบด้วยคำถามสำคัญหลายข้อ เช่น

1.ลูกค้ายังนึกถึงคุณจากสินค้าอะไรเป็นหลัก?
2.คนจำแบรนด์ได้จากจุดไหน?
3.ความรู้สึกที่มีต่อแบรนด์คุณคืออะไร?
4.ถ้าพูดถึงหมวดสินค้านี้ คนยังนึกถึงคุณเป็นตัวเลือกแรกหรือไม่?

    ซึ่งการประเมินแบรนด์ของคุณก่อนลงมือทำการตลาดออนไลน์ Seasonal Marketing ก็เปรียบเหมือนการตรวจสุขภาพประจำปี ที่คุณจะรู้ว่าแบรนด์ของตัวเองแข็งแรงตรงไหน มีจุดไหนที่ควรเสริม หรือมีปัญหาใดที่ต้องรีบแก้ไข แล้วแคมเปญที่ปล่อยออกไปจะไม่ใช่แค่ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นในช่วงสั้นๆ แต่จะสร้างความแข็งแรงในระยะยาวให้กับแบรนด์อีกด้วย

    จากข้อมูลพบว่าแบรนด์ที่มีการตรวจสอบสุขภาพแบรนด์อย่างสม่ำเสมอ และปรับกลยุทธ์การทำการตลาดออนไลน์ให้สอดคล้องกับผลลัพธ์ที่ได้นั้น มีอัตราการเติบโตสูงกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันถึง 2.3 เท่า ซึ่งถ้าคุณต้องการวิเคราะข้อมูลเหล่านี้ ก็สามารถติดต่อให้เอเจนซี่โฆษณา หรือทีมรับทำการตลาดที่มีประสบการณ์ช่วยวิเคราะห์ และออกแบบแคมเปญที่ตอบโจทย์กับการเสริมสร้างสุขภาพแบรนด์ในระยะยาวได้เลย

ตัวอย่างเช่น
    เอเจนซี่โฆษณา ทำ Brand Health Check ให้แบรนด์เครื่องดื่มแล้วพบว่า จุดแข็งที่สุดคือคนจดจำแบรนด์จากความสดชื่นดังนั้น แคมเปญสงกรานต์จึงไม่เน้นแค่การลดราคา แต่เน้นตอกย้ำภาพความสดชื่นให้แข็งแรงขึ้นอีก ด้วยการสร้างกิจกรรมตู้แช่ขนาดยักษ์กลางเมืองให้คนเข้าไปหลบร้อน ซึ่งเป็นการใช้จุดแข็งเดิมมาต่อยอดให้เข้ากับเทศกาล

    หรือการที่ทีมรับทำการตลาด ให้แบรนด์ขนมไทย ตรวจสุขภาพแบรนด์แล้วพบว่าคนรุ่นใหม่มองว่าแบรนด์ดูเชย และไม่เหมาะเป็นของขวัญ จึงทำการตลาดออนไลน์ใหม่ในช่วงปีใหม่ด้วยการแก้ไขจุดอ่อนนี้เป็นหลัก โดยอาจเป็นการออกแพ็กเกจจิ้งดีไซน์ใหม่แบบลิมิเต็ด และทำแคมเปญของฝากสุดคูล ที่สื่อสารว่าขนมไทยก็เป็นของขวัญปีใหม่ที่ทันสมัย และมีความหมายได้

บทสรุป

    จะเห็นได้ว่าการสร้างแคมเปญ Seasonal Marketing ที่ประสบความสำเร็จนั้นไม่ใช่เรื่องของโชคช่วย แต่เกิดจากการวางแผนที่เฉียบคม และมองให้ลึกกว่าแค่การขาย โดยเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจ Insight ของผู้บริโภค ใช้เทศกาลเป็นโอกาสในการสร้างตัวตนของแบรนด์ และนำเสนอไอเดียที่สดใหม่อยู่เสมอ ทั้งในโลกออนไลน์และประสบการณ์ที่หน้าร้าน

    การทำการตลาดออนไลน์ด้วยความเข้าใจเหล่านี้ จะไม่ใช่แค่ได้แคมเปญที่สร้างยอดขายในช่วงสั้นๆ เท่านั้น แต่จะกลายเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ สร้างความผูกพันกับลูกค้าไปอีกนาน และทำให้แบรนด์โดดเด่นเหนือคู่แข่งได้อีกด้วย ที่สำคัญที่สุดคือการมีพาร์ทเนอร์ที่เชี่ยวชาญด้านการทำการตลาดออนไลน์ อย่างเอเจนซี่โฆษณา หรือทีมรับทำการตลาดที่มีประสบการณ์ และมีผลงานที่น่าเชื่อถือ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้ทุกเทศกาลกลายเป็นโอกาสทองของแบรนด์ได้เหมือนกัน

ความรู้การตลาดที่ Unicronet แนะนำ

หากคุณอยากเข้าใจว่า “เอเจนซี่” ต้องปรับกลยุทธ์อย่างไรเพื่อให้อยู่รอดในยุคดิจิทัล บทความนี้มีคำตอบ พร้อมแนวทางที่แบรนด์นำไปใช้ได้จริง

🔗 กลยุทธ์เอาตัวรอดในตลาดยุคใหม่ ที่เอเจนซี่ไหนก็ใช้กัน

หากคุณกำลังมองหาที่ปรึกษาและทีมรับทำการตลาด เอเจนซี่โฆษณา สร้างยอดขายทะลุเป้าแบบก้าวกระโดด ติดต่อเราเพื่อให้ธุรกิจของคุณไปสู่เป้าหมายที่ใฝ่ฝัน

ติดต่อรับคำปรึกษาฟรี !!!

Tel : 094-616-3651

Line OA : @unicronet

#Unicronet #PerformanceMarketing #digital agency #เอเจนซี่โฆษณา #Marketing agency #ทำการตลาดออนไลน์ #Content marketing

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจอื่นๆของเรา

ทุกวันนี้เราอยู่ในยุคที่โลกออนไลน์หมุนเร็วจนบางครั้งก็ตามแทบไม่ทัน บางครั้งตื่นเช้ามาวันหนึ่งเราอาจจะเห็นแอปพลิเคชันใหม่ถือกำเนิดขึ้นมา พอตกบ่ายเทรนด์การทำวิดีโอสั้นก็เปลี่ยนรูปแบบไปอีกแล้ว ความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วนี้มักจะสร้างความกดดันให้คนทำธุรกิจอย่างมหาศาล หลายคนเกิดความรู้สึกกลัวที่จะตกรถขบวนสำคัญ กลัวว่าถ้าแบรนด์ของเราไม่ขยับตัวตามเทรนด์ให้ทัน ลูกค้าก็จะปันใจไปหาคนอื่นที่เคลื่อนไหวได้เร็วกว่า ความกังวลเหล่านี้แหละครับที่มักจะถูกพกติดตัวเข้ามาในห้องประชุม และกลายเป็นจุดเปลี่ยนเสมอเมื่อใครสักคนเปิดประเด็นขึ้นมาว่าแพลตฟอร์มนั้นกำลังมา คู่แข่งเราไปเปิดช่องแล้ว แบรนด์เราต้องมีบ้างนะ พอมีประโยคนี้ขึ้นมา เราก็มักจะคุ้นเคยกับสถานการณ์ที่ตามมาได้เป็นอย่างดี เวลาเห็นแบรนด์อื่นเริ่มหันมาทำคลิป Reels เราก็เรียกทีมมาคุยว่าต้องทำ Reels บ้าง หรือวันดีคืนดีมีคนพูดถึงว่า YouTube กำลังมาแรง เราก็ต้องตั้งกล้องถ่าย YouTube เพื่อไม่ให้ตกเทรนด์ สุดท้ายกลายเป็นว่าแบรนด์ของเรามีอยู่บน Facebook, Instagram, TikTok, YouTube, LINE และ X ครบทุกแพลตฟอร์ม แต่ปัญหาที่แท้จริงคือเรามีครบทุกช่องทาง แต่กลับไม่มีช่องไหนเลยที่เราทำได้ดีจริงๆ ต่างหากครับ เพราะบางช่องที่เราสมัครไป สุดท้ายก็ถูกปล่อยทิ้งร้างโพสต์บ้างไม่โพสต์บ้าง บางช่องไม่มีแม้แต่คนคอยตอบคอมเมนต์ หรือบางช่องอาจจะมียอด Engagement ที่ดูคึกคัก มีคนเข้ามากดไลก์จำนวนมาก แต่กลับไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ หรือไม่รู้เลยว่าเงินโฆษณาที่จ่ายไปนั้นทำหน้าที่อะไรในเส้นทางการตัดสินใจของลูกค้า คำถามที่ผมอยากชวนคิดก็คือถ้าแบรนด์ไม่ได้สิงสถิตอยู่บนทุกแพลตฟอร์มพร้อมๆ กัน แล้วทำไมเราถึงต้องพยายามเอาแบรนด์ไปอยู่ทุกที่? ปัญหาที่คุณกำลังเจออาจไม่ได้อยู่ที่คุณทำคอนเทนต์ไม่เก่งครับ แต่อยู่ที่เราเลือกช่องทางไม่ตรงกับหน้าที่ของมันต่างหาก ในมุมมองของคนที่ทำการตลาดออนไลน์ในเอเจนซี่โฆษณา และทีมรับทำการตลาด การเริ่มต้นเลือกแพลตฟอร์มไม่ควรเริ่มจากคำถามที่ว่า “ตอนนี้ช่องไหนกำลังฮิตที่สุด?” แต่ควรเป็นการตั้งคำถามว่า […]

ในยุคที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลและเปรียบเทียบทุกข้อเสนอได้เพียงแค่ปลายนิ้ว การทำธุรกิจดูเหมือนจะถูกบีบให้ต้องแข่งขันกันอย่างดุเดือดมากขึ้นเรื่อยๆ เราอยู่ในจุดที่บรรยากาศของตลาดเต็มไปด้วยการจัดแคมเปญกระตุ้นยอดขาย เปิดแอปพลิเคชันไหนก็มักจะเจอแต่ป้ายลดราคาดึงดูดสายตา จนหลายครั้งการหั่นราคากลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของการค้าขายไปโดยปริยาย เมื่อสภาพแวดล้อมของตลาดเป็นแบบนี้ ลองค่อยๆ นึกภาพตามสถานการณ์ที่มักจะเกิดขึ้นจริงดูนะครับ ธุรกิจหนึ่งที่เคยเดินหน้าไปได้เรื่อยๆ จู่ๆ ยอดขายกลับเริ่มตกลงและชะลอตัว ขณะเดียวกันคู่แข่งในตลาดก็เริ่มสาดโปรโมชั่นลดราคาเพื่อแย่งความสนใจ เจ้าของธุรกิจเมื่อเห็นกราฟยอดขายเริ่มนิ่ง ประกอบกับความกังวลว่าจะเสียฐานลูกค้า ก็มักจะตัดสินใจหั่นราคาตามเพื่อดึงคนกลับมา แต่เรื่องมักไม่จบแค่นั้น เพราะเมื่อเราลด คู่แข่งก็อาจจะตอบโต้ด้วยการดัมพ์ราคาให้ถูกลงไปอีก ธุรกิจก็ต้องกัดฟันลดตามไปอีกรอบเพื่อรักษายอดเอาไว้ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ออเดอร์อาจจะกลับมาคึกคัก ยอดขายรวมอาจจะพอดูได้ หรือบางครั้งยอดขายอาจจะเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ แต่พอถึงสิ้นเดือนมานั่งดูบรรทัดสุดท้ายของบัญชี กำไรกลับหดหายไปจนแทบไม่เหลือ ภาพนี้ชี้ให้เห็นความจริงที่น่าตกใจว่า “ยอดขาย” กับ “กำไร” ไม่ใช่เรื่องเดียวกันเลย คำถามสำคัญที่ตามมาก็คือ ถ้าการลดราคาช่วยให้คนตัดสินใจซื้อและขายของได้ง่ายขึ้น แล้วทำไมธุรกิจจำนวนมากยิ่งแข่งกันลดราคากลับยิ่งรู้สึกเหนื่อย และไปต่อได้ยากขึ้นเรื่อยๆ? นั่นเป็นเพราะ Price War หรือสงครามราคา ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการตั้งราคาหรือการแข่งกันเปลี่ยนตัวเลขบนป้าย แต่มันเป็นปัญหาเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกำไร ความคาดหวังของลูกค้า ภาพลักษณ์ของแบรนด์ และความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ในมุมของคนที่ทำงานเป็นเอเจนซี่โฆษณาหรือรับทำการตลาด สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่การทำโปรโมชั่นลดราคาเพียงครั้งคราว แต่คือการที่ธุรกิจเริ่มเสพติดและใช้ “ราคา” เป็นคำตอบหลักในการแก้ปัญหาสำหรับการทำการตลาดออนไลน์ต่างหากครับ ทำไมหลายธุรกิจถึงติดกับดักสงครามราคา? การตัดสินใจก้าวเข้าสู่สมรภูมิราคามักไม่ได้เกิดจากความตั้งใจที่จะทำลายตลาดตั้งแต่แรก แต่มันเกิดจากแรงกดดันรอบด้านที่บีบคั้นให้ธุรกิจต้องหาทางออกที่รวดเร็วที่สุด เมื่อคู่แข่งชิงลดราคาก่อน เราก็กลัวว่าจะสูญเสียส่วนแบ่งการตลาด บางครั้งก็เป็นความต้องการที่จะเร่งระบายสินค้าเพื่อนำกระแสเงินสดมาหมุนเวียน หรือพยายามดึงดูดลูกค้าใหม่ๆ […]

เคยสงสัยไหมครับว่าทำไม ยิ่งเราทุ่มเทแรงกายแรงใจผลิตคอนเทนต์ลงเพจมากเท่าไหร่ แต่บางครั้งยอดคนเห็นกลับดิ่งลงเรื่อยๆ จนน่าใจหาย หลายธุรกิจในปัจจุบันกำลังติดอยู่ในวังวนของการแข่งขันกับความเร็ว แล้วเชื่อว่ากุญแจสำคัญในการทำออนไลน์คือความถี่ในการนำเสนอ จนมองหาคนมารับทำการตลาดที่สัญญาว่าจะโพสต์ให้ได้วันละหลายๆ คอนเทนต์ แต่สุดท้ายผลลัพธ์กลับกลายเป็นความเงียบเหงาที่ไม่มีใครตอบรับ เพจเริ่มเงียบ ยอดขายเริ่มนิ่ง ทั้งที่ทีมงานขยันอัปเดตข้อมูลแทบจะทุกชั่วโมง ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของระบบเพียงอย่างเดียวหรอกครับ แต่เกิดจากเส้นผมบังภูเขาที่คนทำธุรกิจส่วนใหญ่มักมองข้ามไปต่างหาก สิ่งที่ผมเจอบ่อยเวลาพูดคุยกับลูกค้าที่เข้ามาปรึกษาเรื่องการทำการตลาดออนไลน์ คือความกังวลใจเรื่องเมทริกซ์หลังบ้านที่ดูไม่สอดคล้องกับความตั้งใจ บางบริษัทถึงขั้นเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ดูแลมาแล้วหลายคนเพราะแก้ปัญหายอดการมองเห็นไม่ได้ ในฐานะคนที่คลุกคลีอยู่ในเอเจนซี่มาหลายปี ผมบอกได้เลยว่านี่คือ Pain Point คลาสสิกที่แบรนด์ส่วนใหญ่ต้องเผชิญ และมุมมองของคนทำงานในเอเจนซี่โฆษณาอย่างพวกผม มักจะเริ่มต้นแก้ไขปัญหานี้ด้วยการกลับไปรื้อข้อมูลดิบมาวิเคราะห์อย่างละเอียด เพราะความจริงที่โหดร้ายในโลกดิจิทัลจริงๆ ก็คือการสาดคอนเทนต์ลงไปปริมาณมากๆ ไม่ได้แปลว่าอัลกอริทึ่มจะฟีดเนื้อหาของคุณให้ผู้คนเห็นมากขึ้น ในหลายครั้งมันกลับส่งผลเชิงลบ ทำลายประสิทธิภาพของเพจด้วยซ้ำไป วันนี้ผมจะพาทุกคนมาเจาะลึกเบื้องหลังการทำงานของระบบอย่างตรงไปตรงมา ว่าทำไมกลยุทธ์การโพสต์บ่อยจึงไม่ใช่สูตรสำเร็จอีกต่อไป และเราควรต้องปรับตัวชี้วัดอะไรบ้างก่อนที่จะตัดสินใจปรับเปลี่ยนทิศทางคอนเทนต์บนพื้นที่ออนไลน์ของคุณ โพสต์ถี่ ทำไม Reach กลับลดลง หลายธุรกิจเข้าใจผิดว่าจำนวนเนื้อหาแปรผันตรงกับยอดการมองเห็น โดยคิดเอาเองว่ายิ่งสร้างทางเลือกให้ผู้บริโภคมากเท่าไหร่ โอกาสที่กลุ่มเป้าหมายจะเลื่อนฟีดมาเจอก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมีระบบคัดกรองที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก การทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของตัวเลขเหล่านี้จึงเป็นด่านแรกที่คนทำธุรกิจต้องเรียนรู้ Reach และ Engagement ต่างกันอย่างไร เวลาวิเคราะห์เพจ ผมมักเริ่มจากการปรับความเข้าใจเรื่องฐานรากของสองคำนี้ใหม่เสมอ เพื่อให้เห็นภาพตรงกัน Reach คือจำนวน “คน” หรือบัญชีผู้ใช้งานที่ไม่ซ้ำกัน ซึ่งมีโอกาสมองเห็นโพสต์ของคุณอย่างน้อยหนึ่งครั้ง […]

หลายๆ คนที่ยิงแอด อาจจะเคยเจอปัญหาแบบนี้กันใช่ไหมครับ? ที่ยิงแอดไปก็ค่าคลิกแพงขึ้นทุกวันแต่ยอดโอนกลับนิ่งสนิท หรือบางทีหน้าแดชบอร์ดก็โชว์ว่าคนทักอินบ็อกซ์มารัวๆ แต่พอเอาเข้าจริง ทีมเซลส์กลับปิดการขายไม่ได้เลยสักออเดอร์ พอเห็นตัวเลข ROAS (Return on Ad Spend) ค่อยๆ ร่วงลงเรื่อยๆ หลายคนก็เริ่มถอดใจ แล้วหันไปโทษว่าแพลตฟอร์มปรับอัลกอริทึมบ้างล่ะ หรือคู่แข่งในตลาดตัดราคาบ้างล่ะ แต่เอาจริงๆ นะครับ จากประสบการณ์ที่ผมขลุกอยู่กับหลังบ้านของลูกค้ามาหลายปี ผมพบว่าปัญหาใหญ่มันไม่ได้เกิดจากระบบของ Facebook หรือ Google เลยครับ แต่มันเกิดจาก “ความเชื่อผิด ๆ” ที่ฝังหัวเจ้าของธุรกิจหลายคนต่างหาก ซึ่งในตอนที่ลูกค้าตัดสินใจเข้ามาปรึกษาทีมรับทำการตลาด สิ่งแรกที่ผม และทีมมักจะทำ ไม่ใช่การรีบเปิดคอมพิวเตอร์แล้วกดสร้างแคมเปญใหม่ให้ทันทีนะครับ แต่เราต้องมานั่งจับเข่าคุยเพื่อเคลียร์วิธีคิดกันใหม่ก่อนเลย และนี่คือ 5 ความเชื่อสุดคลาสสิกที่ผมเจอซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นความเชื่อที่ทำให้หลายธุรกิจต้องยอมจ่ายเงินทิ้งไปฟรีๆ ซึ่งผมอยากเอามาแชร์ให้ทุกคนลองเช็กตัวเองดูครับว่า เรากำลังเผลอทำสิ่งเหล่านี้อยู่หรือเปล่า ใช้เครื่องมือเดียวกัน แต่ทำไมผลลัพธ์ถึงต่างกัน  ลองนึกภาพตามผมนะครับ สมมุติว่ามีธุรกิจ A กับธุรกิจ B ขายสินค้าประเภทเดียวกันเป๊ะ กลุ่มลูกค้าก็คล้ายๆ กัน แถมยังใช้ฟีเจอร์ยิงแอดในระบบเดียวกันทุกปุ่ม แต่ทำไมผลลัพธ์ตอนสิ้นเดือนถึงได้ออกมาต่างกันราวฟ้ากับเหว? หลายคนอาจจะคิดว่า อ๋อ […]