แผนการทำ Content Marketing ด้วย Content Pillar สำหรับธุรกิจออนไลน์

เปิดเทคนิคคิดคอนเทนต์ ให้ตอบโจทย์กลยุทธ์ Content Marketing แบบอยู่หมัด

Table of Contents

     ในยุคที่ทุกแบรนด์ต่างแข่งกันแย่งพื้นที่บนโลกออนไลน์ การขาดไอเดียหรือไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงกับการทำคอนเทนต์ เป็นเรื่องที่เจอได้บ่อย โดยเฉพาะกับนักการตลาดที่ทำการตลาดออนไลน์, เจ้าของธุรกิจ, เอเจนซี่โฆษณา หรือทีมที่รับทำการตลาด ที่ต้องรับมือกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็วแบบก้าวกระโดด

     ถ้าคุณกำลังเจอปัญหาแบบนี้อยู่ บทความนี้จะพาไปรู้จักกับแนวทางใหม่ของการทำ Content Marketing ที่ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ช่วยให้คุณวางแผนสร้างเนื้อหาได้อย่างเป็นระบบด้วย Content Pillar ที่ใช้ได้จริง

    บทความนี้จะพาคุณย้อนกลับไปสู่ประวัติความเป็นมาของ Agency และการเปลี่ยนแปลงที่นำมาสู่ยุคของ Digital Marketing ที่มีบริษัททำการตลาดออนไลน์มากมายเหมือนในปัจจุบัน

ปัญหาโลกแตกของนักการตลาดยุคใหม่

     การสร้างคอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอ ถือเป็นหัวใจสำคัญในการทำ Content Marketing ให้ประสบความสำเร็จ แต่หลายครั้งนักการตลาด และทีมที่รับทำการตลาดต่างประสบปัญหาเดียวกัน คือการคิดหัวข้อใหม่ๆ ไม่ออก ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพของ Content Pillar และประสิทธิภาพของแคมเปญโดยรวม 

.

เคล็ดลับเด็ด! แก้ปัญหาคิดคอนเทนต์ไม่ออก

1. สร้างระบบ Content Pillar ที่ชัดเจน

     การมี Content Pillar ก็เหมือนกับการมีแผนที่นำทาง เพราะการกำหนดหัวข้อหลักๆ ของคอนเทนต์เอาไว้ล่วงหน้า จะช่วยให้เราสร้างเนื้อหาได้อย่างมีทิศทาง เช่น แบ่งเป็นหมวดหมู่ให้ความรู้, การแก้ปัญหา, สร้างแรงบันดาลใจ หรือโปรโมทสินค้า/บริการ

2. ระดมสมองแบบมีเทคนิค

    เทคนิคนี้ช่วยให้เอเจนซี่โฆษณาและทีมทำการตลาดออนไลน์ได้มุมมอง และไอเดียที่หลากหลายมากขึ้น ด้วยการจัดประชุมระดมสมอง โดยชวนคนจากหลายๆ แผนกมาช่วยกันออกความคิด ก็จะทำให้ Content Pillar ของคุณมีความน่าสนใจมากขึ้น

3. ใช้ประโยชน์จากข้อมูลเชิงลึก

    เพราะข้อมูลลูกค้าคือขุมทรัพย์ การวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าจากระบบ CRM หรือเครื่องมือ Analytics ต่างๆ จะช่วยให้เข้าใจว่ากลุ่มเป้าหมายของเราต้องการอะไร และข้อมูลเหล่านี้ จะเป็นแรงบันดาลใจให้เราสร้างคอนเทนต์ที่โดนใจได้

4. ใช้ AI ให้เป็นประโยชน์

     ในยุคนี้ AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป หลายๆ ทีมที่รับทำการตลาด และเอเจนซี่โฆษณา ต่างก็เริ่มใช้เทคโนโลยีเหล่านี้มาช่วยวิเคราะห์เทรนด์, พฤติกรรมของลูกค้า และเสนอไอเดียคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ซึ่งสามารถทำให้การทำ Content Marketing ของคุณ ที่มีประสิทธิภาพ และตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น
.
 5. สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ หรือคนที่น่าสนใจ
    การสร้างคอนเทนต์จากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ, คนที่มีชื่อเสียงในวงการต่างๆ ก็ถือเป็นวิธีที่ช่วยให้ได้คอนเทนต์ที่เอาไปใช้ทำคอนเทนต์ได้หลายรูปแบบ ทั้งบทความยาว วิดีโอ หรือซีรีส์เนื้อหาที่ต่อเนื่อง
.

เคล็ดลับเด็ด! แก้เปิดคลังไอเดีย Content Pillar ช่วยสร้างคอนเทนต์ให้น่าสนใจ

 1. เนื้อหาแบบ Real-time และ Trending

    เพราะการสร้างคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับเหตุการณ์หรือเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้น เช่น มีมตลกจากเทรนด์บนโซเชียลมีเดีย คอนเทนต์เฉพาะเทศกาล หรือการแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นสังคม เป็น Content Pillar ประเภทหนึ่งที่ช่วยให้แบรนด์ดูทันสมัย และเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย ดังนั้นถ้าไม่รู้จะทำคอนเทนต์อะไร ก็เกาะกระแสไปเลย
.

2. คอนเทนต์เชิงให้ความรู้

    โดยการสร้างคอนเทนต์ที่ให้ความรู้ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือบริการ ทำคู่มือการใช้งาน, วิดีโอสาธิต หรือบทความเทคนิคที่ช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ลูกค้า เพื่อเพิ่มสร้างความเชื่อถือ และทำให้แบรนด์กลายเป็น ผู้นำในอุตสาหกรรม
.

3. การตอบคำถามที่พบบ่อย

  เวลาลูกค้าถามอะไรซ้ำๆ บ่อยๆ นั่นแหละคือโอกาสดีในการทำคอนเทนต์ เพราะมันช่วยตอบสิ่งที่คนอยากรู้ได้ตรงจุด แถมยังลดภาระให้ทีมหลังบ้านได้ด้วย โดยสามารถทำได้ทั้งรูปแบบ วิดีโอ Q&A หรือบทความ FAQ Content Pillar นี้จึงเป็นอีกประเภทที่ทีมรับทำการตลาดของเอเจนซี่โฆษณามักหยิบมาทำ เพื่อช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์มากขึ้น
.

4. คอนเทนต์แบบมีส่วนร่วม

    เป็นกลยุทธ์ Content Marketing ที่เอเจนซี่โฆษณา และทีมทำการตลาดออนไลน์ส่วนใหญ่ แนะนำให้แบรนด์ทำ เพราะการสร้างเนื้อหาที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมมีส่วนร่วม เช่น การจัดโพลล์ การทำแบบสอบถาม การจัดกิจกรรมชิงของรางวัล บนข่องทางต่างๆ ของแบรนด์ จะช่วยเพิ่มระดับการมีส่วนร่วม และความผูกพันกับแบรนด์ได้ดีมาก
.

5. คอนเทนต์โปรโมชัน และแคมเปญ

เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ Content Marketing ที่ทำให้การทำการตลาดออนไลน์น่าสนใจขึ้น เพราะการแจ้งข่าวโปรโมชัน, ส่วนลด หรือกิจกรรมพิเศษ จะช่วยกระตุ้นยอดขายให้แบรนด์ได้ดีมากขึ้น และเป็นคอนเทนต์ที่ได้รับการแชร์มากที่สุดประเภทหนึ่ง
.

เทคนิคเสริมสร้างคอนเทนต์ให้โดดเด่นไม่ซ้ำใคร

  1. ใช้วิดีโอสั้นให้เป็นประโยชน์ เพราะยุคนี้ใครๆ ก็ชอบวิดีโอสั้น การทำวิดีโอเนื้อหาแน่นๆ สำหรับ TikTok, YouTube Shorts, และ Instagram Reels เน้นเปิดคลิปให้น่าสนใจ และจบท้ายด้วย Call-to-action ที่ชัดเจน จะช่วยให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ไวขึ้น เพิ่มโอกาสในการปิดการขาย และยังเป็นรูปแบบที่เอเจนซี่โฆษณานิยมใช้เมื่อต้องการทำการตลาดออนไลน์แบบเห็นผลเร็วด้วย
  2. สร้างประสบการณ์ทางอารมณ์ ให้ลูกค้ารู้สึกผูกพันกับแบรนด์ ผ่านการเล่าเรื่องราว, แชร์ประสบการณ์ส่วนตัว หรือสร้างสถานการณ์ที่ผู้ชมรู้สึกร่วมได้
  3. ผสมผสานสื่อหลายรูปแบบ เป็นอีกเทคนิคที่เอเจนซี่โฆษณา และทีมรับทำการตลาดส่วนใหญ่ใช้ เพื่อทำให้คอนเทนต์ไม่น่าเบื่อ ด้วยการผสมผสานข้อความ รูปภาพ วิดีโอ และเสียงเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มความน่าสนใจ และตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการความหลากหลายในการรับข้อมูล
  4. ใช้ข้อมูลจากระบบหลังบ้าน ด้วยการนำข้อมูลพฤติกรรมลูกค้า และยอดขายจากระบบหลังบ้านมาใช้ในการวางแผน และปรับกลยุทธ์การทำ Content Marketing ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งทีมรับทำการตลาดที่มีประสบการณ์จะใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการสร้างเนื้อหาที่ตรงใจกลุ่มเป้าหมาย และสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้ดี
  5. วางแผน Content Pillar อย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากการกำหนดหัวข้อหลักที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ, แบ่งกลุ่มเนื้อหาตามวัตถุประสงค์ และกำหนดวันเผยแพร่ จะช่วยให้ทีมสามารถวางแผนคอนเทนต์ได้ต่อเนื่อง ไม่หลุดธีม และสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งเป็นแนวทางที่เอเจนซี่โฆษณาและทีมทำการตลาดออนไลน์นิยมใช้ในการสร้างแบรนด์ให้เติบโต

บทสรุป

   การสร้าง Content Pillar อย่างมีระบบ เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการทำคอนเทนต์ในยุคนี้ เพราะไม่ใช่แค่ต้องคิดไอเดียสร้างสรรค์เท่านั้น แต่ยังต้องเข้าใจกลุ่มเป้าหมายให้ลึก และรู้จักใช้เครื่องมือเทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์อีกด้วย

จากเนื้อหาทั้งหมดที่เรานำเสนอในบทความนี้ จะช่วยให้นักการตลาดที่ทำการตลาดออนไลน์, เจ้าของธุรกิจ, เอเจนซี่โฆษณา หรือทีมที่รับทำการตลาดสามารถวางแผนการทำ Content Marketing ได้อย่างมืออาชีพ ทั้งในด้านการจัดวางหัวข้อ การกระจายเนื้อหา และการปรับตัวให้ทันกับโลกออนไลน์ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
เพราะในการทำการตลาดออนไลน์ สิ่งที่สำคัญไม่ใช่แค่การมีคอนเทนต์เยอะ แต่คือการมีเนื้อหาที่ใช่ ลงในช่องทางที่เหมาะ และสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องและตรงจุด

—————————-

หากคุณกำลังมองหาที่ปรึกษาและทีม รับทำการตลาดออนไลน์ เอเจนซี่โฆษณา สร้างยอดขายทะลุเป้าแบบก้าวกระโดด ติดต่อเราเพื่อให้ธุรกิจของคุณ
ไปสู่เป้าหมายที่ใฝ่ฝัน

ติดต่อรับคำปรึกษาฟรี !!!
Tel : 094-616-3651
Line OA : @unicronet

#Unicronet #PerformanceMarketing #digital agency #เอเจนซี่โฆษณา #Marketing agency #รับทำการตลาด #Content marketing

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจอื่นๆของเรา

เคยสงสัยไหมครับว่าทำไม ยิ่งเราทุ่มเทแรงกายแรงใจผลิตคอนเทนต์ลงเพจมากเท่าไหร่ แต่บางครั้งยอดคนเห็นกลับดิ่งลงเรื่อยๆ จนน่าใจหาย หลายธุรกิจในปัจจุบันกำลังติดอยู่ในวังวนของการแข่งขันกับความเร็ว แล้วเชื่อว่ากุญแจสำคัญในการทำออนไลน์คือความถี่ในการนำเสนอ จนมองหาคนมารับทำการตลาดที่สัญญาว่าจะโพสต์ให้ได้วันละหลายๆ คอนเทนต์ แต่สุดท้ายผลลัพธ์กลับกลายเป็นความเงียบเหงาที่ไม่มีใครตอบรับ เพจเริ่มเงียบ ยอดขายเริ่มนิ่ง ทั้งที่ทีมงานขยันอัปเดตข้อมูลแทบจะทุกชั่วโมง ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของระบบเพียงอย่างเดียวหรอกครับ แต่เกิดจากเส้นผมบังภูเขาที่คนทำธุรกิจส่วนใหญ่มักมองข้ามไปต่างหาก สิ่งที่ผมเจอบ่อยเวลาพูดคุยกับลูกค้าที่เข้ามาปรึกษาเรื่องการทำการตลาดออนไลน์ คือความกังวลใจเรื่องเมทริกซ์หลังบ้านที่ดูไม่สอดคล้องกับความตั้งใจ บางบริษัทถึงขั้นเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ดูแลมาแล้วหลายคนเพราะแก้ปัญหายอดการมองเห็นไม่ได้ ในฐานะคนที่คลุกคลีอยู่ในเอเจนซี่มาหลายปี ผมบอกได้เลยว่านี่คือ Pain Point คลาสสิกที่แบรนด์ส่วนใหญ่ต้องเผชิญ และมุมมองของคนทำงานในเอเจนซี่โฆษณาอย่างพวกผม มักจะเริ่มต้นแก้ไขปัญหานี้ด้วยการกลับไปรื้อข้อมูลดิบมาวิเคราะห์อย่างละเอียด เพราะความจริงที่โหดร้ายในโลกดิจิทัลจริงๆ ก็คือการสาดคอนเทนต์ลงไปปริมาณมากๆ ไม่ได้แปลว่าอัลกอริทึ่มจะฟีดเนื้อหาของคุณให้ผู้คนเห็นมากขึ้น ในหลายครั้งมันกลับส่งผลเชิงลบ ทำลายประสิทธิภาพของเพจด้วยซ้ำไป วันนี้ผมจะพาทุกคนมาเจาะลึกเบื้องหลังการทำงานของระบบอย่างตรงไปตรงมา ว่าทำไมกลยุทธ์การโพสต์บ่อยจึงไม่ใช่สูตรสำเร็จอีกต่อไป และเราควรต้องปรับตัวชี้วัดอะไรบ้างก่อนที่จะตัดสินใจปรับเปลี่ยนทิศทางคอนเทนต์บนพื้นที่ออนไลน์ของคุณ โพสต์ถี่ ทำไม Reach กลับลดลง หลายธุรกิจเข้าใจผิดว่าจำนวนเนื้อหาแปรผันตรงกับยอดการมองเห็น โดยคิดเอาเองว่ายิ่งสร้างทางเลือกให้ผู้บริโภคมากเท่าไหร่ โอกาสที่กลุ่มเป้าหมายจะเลื่อนฟีดมาเจอก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมีระบบคัดกรองที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก การทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของตัวเลขเหล่านี้จึงเป็นด่านแรกที่คนทำธุรกิจต้องเรียนรู้ Reach และ Engagement ต่างกันอย่างไร เวลาวิเคราะห์เพจ ผมมักเริ่มจากการปรับความเข้าใจเรื่องฐานรากของสองคำนี้ใหม่เสมอ เพื่อให้เห็นภาพตรงกัน Reach คือจำนวน “คน” หรือบัญชีผู้ใช้งานที่ไม่ซ้ำกัน ซึ่งมีโอกาสมองเห็นโพสต์ของคุณอย่างน้อยหนึ่งครั้ง […]

หลายๆ คนที่ยิงแอด อาจจะเคยเจอปัญหาแบบนี้กันใช่ไหมครับ? ที่ยิงแอดไปก็ค่าคลิกแพงขึ้นทุกวันแต่ยอดโอนกลับนิ่งสนิท หรือบางทีหน้าแดชบอร์ดก็โชว์ว่าคนทักอินบ็อกซ์มารัวๆ แต่พอเอาเข้าจริง ทีมเซลส์กลับปิดการขายไม่ได้เลยสักออเดอร์ พอเห็นตัวเลข ROAS (Return on Ad Spend) ค่อยๆ ร่วงลงเรื่อยๆ หลายคนก็เริ่มถอดใจ แล้วหันไปโทษว่าแพลตฟอร์มปรับอัลกอริทึมบ้างล่ะ หรือคู่แข่งในตลาดตัดราคาบ้างล่ะ แต่เอาจริงๆ นะครับ จากประสบการณ์ที่ผมขลุกอยู่กับหลังบ้านของลูกค้ามาหลายปี ผมพบว่าปัญหาใหญ่มันไม่ได้เกิดจากระบบของ Facebook หรือ Google เลยครับ แต่มันเกิดจาก “ความเชื่อผิด ๆ” ที่ฝังหัวเจ้าของธุรกิจหลายคนต่างหาก ซึ่งในตอนที่ลูกค้าตัดสินใจเข้ามาปรึกษาทีมรับทำการตลาด สิ่งแรกที่ผม และทีมมักจะทำ ไม่ใช่การรีบเปิดคอมพิวเตอร์แล้วกดสร้างแคมเปญใหม่ให้ทันทีนะครับ แต่เราต้องมานั่งจับเข่าคุยเพื่อเคลียร์วิธีคิดกันใหม่ก่อนเลย และนี่คือ 5 ความเชื่อสุดคลาสสิกที่ผมเจอซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นความเชื่อที่ทำให้หลายธุรกิจต้องยอมจ่ายเงินทิ้งไปฟรีๆ ซึ่งผมอยากเอามาแชร์ให้ทุกคนลองเช็กตัวเองดูครับว่า เรากำลังเผลอทำสิ่งเหล่านี้อยู่หรือเปล่า ใช้เครื่องมือเดียวกัน แต่ทำไมผลลัพธ์ถึงต่างกัน  ลองนึกภาพตามผมนะครับ สมมุติว่ามีธุรกิจ A กับธุรกิจ B ขายสินค้าประเภทเดียวกันเป๊ะ กลุ่มลูกค้าก็คล้ายๆ กัน แถมยังใช้ฟีเจอร์ยิงแอดในระบบเดียวกันทุกปุ่ม แต่ทำไมผลลัพธ์ตอนสิ้นเดือนถึงได้ออกมาต่างกันราวฟ้ากับเหว? หลายคนอาจจะคิดว่า อ๋อ […]

เวลาที่ยอดขายเริ่มนิ่งหรือกราฟรายได้ไม่วิ่งตามเป้าหมาย สิ่งแรกที่เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่มักจะนึกถึงคือการเพิ่มงบประมาณโฆษณา หรือพยายามหาช่องทางใหม่ๆ เพื่อดึงดูดลูกค้าให้มากขึ้นใช่ไหมครับ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเลยล่ะ เพราะในยุคนี้ใครๆ ก็อยากเข้าถึงผู้บริโภคให้ได้เร็วที่สุดกันทั้งนั้น แต่สิ่งที่ผมเจอบ่อยมากจากการทำงานเบื้องหลังแคมเปญต่างๆ คือ หลายครั้งธุรกิจทุ่มเทแรงกาย และเม็ดเงินไปแต่ผลลัพธ์กลับไม่สะท้อนกลับมาเป็นยอดขายอย่างที่ควรจะเป็น เพราะปัญหาหลักของการทำการตลาดออนไลน์ที่ไม่เห็นผล ส่วนใหญ่มักไม่ได้เกิดจากการตั้งค่าแคมเปญที่ไม่ดี หรือการทำรูปภาพโฆษณาที่ไม่สวยงามหรอกนะครับ แต่บ่อยครั้งมันเกิดจากพื้นฐานของธุรกิจเรายังไม่พร้อมสำหรับการขยายผลบนโลกออนไลน์ต่างหาก การรีบอัดฉีดเงินโฆษณาโดยที่โครงสร้างหลังบ้านยังมีจุดสะดุด ก็เปรียบเสมือนการเติมน้ำลงในถังที่มีรอยรั่ว ต่อให้คุณพยายามหาน้ำมาเติมมากแค่ไหน สุดท้ายมันก็จะค่อยๆ ซึมหายไปอยู่ดีครับ ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจทุ่มงบก้อนใหญ่ หรือเริ่มมองหาทีมงานมารับทำการตลาดให้ ผมอยากชวนทุกคนมาลองถอยหลังมาหนึ่งก้าว แล้วทำการ “X-Ray” ธุรกิจของตัวเองอย่างละเอียดดูสักครั้งครับ การกลับมาทบทวนรากฐานเหล่านี้ไม่ใช่การจับผิดใคร แต่เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่ออุดรอยรั่ว และทำให้มั่นใจว่าทุกงบประมาณในการทำการตลาดออนไลน์ของคุณ จะถูกนำไปใช้เพื่อสร้างการเติบโตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด 5 จุด X-Ray เช็คโครงสร้างก่อนเริ่มการตลาดออนไลน์ การตรวจสอบโครงสร้างของธุรกิจก่อนเริ่มยิงโฆษณา คือขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมได้ชัดเจนขึ้นครับ ว่าระบบหลังบ้านของเราพร้อมที่จะรับมือกับลูกค้า และงบประมาณที่จะจ่ายไปแล้วหรือยัง เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าเวลาเอเจนซี่โฆษณารับบรีฟงานมา เรามองหาอะไรบ้าง นี่คือ 5 เช็คลิสต์สำคัญที่ผมมักจะใช้สแกนหาจุดอ่อนของธุรกิจ ซึ่งไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจบริการ ขายสินค้า B2B หรือ B2C ก็สามารถนำโครงสร้างนี้ไปวิเคราะห์ธุรกิจตัวเองได้เลยครับ รู้จักกลุ่มเป้าหมายจริงหรือยัง? หนึ่งในความท้าทายที่ผมมักจะพบเวลาเริ่มโปรเจกต์ใหม่ คือการระบุตัวตนของลูกค้าครับ หลายธุรกิจมีความตั้งใจที่ดีที่อยากจะมอบสินค้าให้กับทุกคน จึงกำหนดกลุ่มเป้าหมายไว้กว้างมากๆ แต่ในเชิงการทำงานจริง […]

ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่กำลังเจอปัญหายอดขายไม่ขยับ และเริ่มตั้งคำถามว่าทำไมโพสต์คอนเทนต์ไปแล้วคนเห็นน้อยลง หรือยิงโฆษณาไปตั้งเยอะทำไมค่าใช้จ่ายสูงขึ้นแต่ยอดขายเท่าเดิม ผมบอกเลยว่าคุณไม่ได้เผชิญปัญหานี้อยู่คนเดียวครับ จากประสบการณ์ที่ผมทำงานในฝั่งเอเจนซี่โฆษณามาหลายปี ผมเจอลูกค้าที่เข้ามาปรึกษาด้วยปัญหานี้แทบทุกวัน เพราะโลกของการทำการตลาดออนไลน์เปลี่ยนแปลงเร็วมาก อัลกอริทึมปรับตัวตลอดเวลา จนหลายๆ แบรนด์พยายามหาคำตอบว่าตกลงแล้วกลยุทธ์แบบ Organic ที่เน้นสร้างคอนเทนต์ให้โตตามธรรมชาติ หรือกลยุทธ์แบบ Paid ที่เน้นจ่ายเงินซื้อโฆษณา แบบไหนให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่ากัน วันนี้ผมเลยอยากมาแชร์ประสบการณ์ และวิธีคิดจากคนทำงานจริง มาดูกันว่าในมุมมองของผู้ให้บริการรับทำการตลาดเราวางกลยุทธ์เรื่องนี้กันอย่างไร และบริษัทเอเจนซี่โฆษณาชั้นนำมีวิธีตัดสินใจเลือกใช้เครื่องมือเหล่านี้เพื่อขยายธุรกิจให้ลูกค้ากันแบบไหนบ้างครับ Organic vs Paid ความจริงที่ไม่มีใครเคยบอก เวลาเราวางแผนกลยุทธ์ เราจะไม่มองแค่ว่าอันไหนเสียเงินหรืออันไหนฟรี แต่วิธีที่เอเจนซี่โฆษณามองเครื่องมือสองตัวนี้ คือการมองถึงหน้าที่ของมันในการเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายครับ Organic ไม่ได้ฟรีอย่างที่คิด หลายคนมักเข้าใจว่า Organic คือการทำรูปหรือวิดีโอโพสต์ลงเพจโดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณา และถือว่าทำได้ฟรี แต่ในมุมของการทำการตลาดออนไลน์เชิงลึก Organic คือการปูรากฐานความน่าเชื่อถือครับ มันคือการสร้างคอมมูนิตี้ให้คนรู้สึกผูกพันกับแบรนด์ ผมมักจะบอกลูกค้าเสมอว่า Organic ไม่ได้ฟรีจริงหรอกครับ เพราะเบื้องหลังคอนเทนต์ที่คนแชร์เยอะๆ มันแลกมาด้วยเวลา และต้นทุนในการผลิตมหาศาล ทั้งค่าตัวทีมงาน กราฟิก และทีมรับทำการตลาดที่ต้องมาวิเคราะห์เทรนด์ ดังนั้น Organic จึงเป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างความเชื่อใจให้กับแบรนด์ต่างหากครับ Paid ไม่ใช่สูตรสำเร็จการันตียอด ในทางกลับกัน Paid Social […]