เอเจนซี่โฆษณา

5 วิธีเลือกเอเจนซี่ที่ใช่ ให้คุ้มค่ามากกว่าแค่ราคา

Table of Contents

     เวลาที่ผมมีโอกาสได้นั่งคุยแลกเปลี่ยนมุมมองกับเจ้าของธุรกิจ หลายท่านมักจะแชร์ความหนักใจเรื่องหนึ่งให้ฟังอยู่เสมอครับ นั่นคือช่วงเวลาที่ธุรกิจเติบโตจนถึงจุดที่ต้องมองหาทีมงานภายนอกเข้ามาช่วยดูแลแบรนด์ แต่พอเริ่มเปิดรับข้อเสนอจากเอเจนซี่โฆษณาแต่ละที่ สิ่งที่มักจะสร้างความสับสนคือตัวเลขในใบเสนอราคาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง บางที่เสนอราคามาหลักหมื่นต้น ๆ ในขณะที่บางที่อาจจะขยับไปถึงหลักแสนหรือหลักล้าน

     ด้วยความที่ตัวเลขมันห่างกันขนาดนี้ จึงเป็นเรื่องปกติมากครับที่เราไปมองหาตัวเลือกที่ช่วยประหยัดต้นทุนได้มากที่สุดไว้ก่อน แต่จากมุมมองของคนที่ทำงานเบื้องหลังในวงการนี้มาหลายปี ผมอยากลองแชร์ให้ฟังว่า การใช้เรื่องของราคาเป็นตัวตั้งเพียงอย่างเดียว อาจจะทำให้เรามองข้ามมิติอื่น ๆ ที่สำคัญกว่าไปอย่างน่าเสียดายครับ เพราะการทำการตลาดออนไลน์ในยุคที่ข้อมูล และอัลกอริทึมเปลี่ยนกันแทบจะรายวัน มันไม่ใช่แค่การจ้างคนรับทำการตลาดมาผลิตคอนเทนต์ หรือกดปุ่มรันแคมเปญให้จบไป แต่มันคือการซื้อสมอง ซื้อเวลา และซื้อความเชี่ยวชาญของคนทำงานต่างหากครับ

     จุดที่น่าสนใจคือ เมื่อเราเลือกทีมรับทำการตลาดด้วยราคาที่ต่ำที่สุด สิ่งที่มักจะถูกลดทอนลงไปคือเวลาในการคิดกลยุทธ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้แบรนด์แตกต่าง และไปต่อได้ในระยะยาวด้วยซ้ำ

บทความแนะนำโดย Unicronet

แต่ถ้าหากใครยังไม่แน่ใจ ว่าเอเจนซี่มีความสำคัญในด้านการทำการตลาดมากแค่ไหน สามารถลองทำความรู้จักความหมายของเอเจนซี่ ได้ที่บทความด้านล่างนี้เลยครับ

🔗 ย้อนรอยความหมาย “เอเจนซี่” จากจุดเริ่มต้นถึงยุคดิจิทัล

—————————————————————————————————–

     วันนี้ผมเลยอยากมาแชร์มุมมอง และประสบการณ์จากคนทำงานเบื้องหลังครับ ว่าถ้าเราอยากคัดกรองพาร์ทเนอร์เข้ามาช่วยธุรกิจให้คุ้มค่า มันมีเกณฑ์อะไรบ้างที่เราน่าหยิบมาพิจารณา โดยผมสรุปเป็น 5 ข้อหลัก ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการนำไปปรับใช้ครับ

1.เริ่มจากเป้าหมายธุรกิจ ไม่ใช่ราคา

     เวลาเริ่มต้นโปรเจกต์ใหม่ ถ้าเราอยากให้เงินของเราทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ผมมักจะแนะนำให้ลองเปลี่ยนวิธีการพูดคุยกับเอเจนซี่ตั้งแต่แรกดูครับ โดยโฟกัสไปที่เรื่องเหล่านี้แทน

บอกเป้าหมายธุรกิจให้ชัดเจน 

     ลองคุยกันให้ชัดเจนก่อนว่าเราอยากได้อะไร เช่น อยากเพิ่มอัตราการซื้อซ้ำ อยากเจาะตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือต้องการระบายสินค้าในสต็อก เพราะเป้าหมายที่ต่างกัน จะใช้วิธีการทำการตลาดออนไลน์ที่ต่างกันครับ

ประเมินความเป็นไปได้ร่วมกัน

     เพราะทีมรับทำการตลาดที่เชี่ยวชาญจะสามารถประเมินจากเป้าหมาย แล้วให้คำแนะนำอย่างตรงไปตรงมาได้ว่า งบประมาณที่เราตั้งไว้สอดคล้องกับเป้าหมายหรือไม่ หรือควรปรับน้ำหนักไปที่ช่องทางไหนถึงจะคุ้มที่สุดครับ

ให้ความสำคัญกับเวลาวิเคราะห์ข้อมูล 

     การตกลงในราคาที่สมเหตุสมผล จะช่วยให้เอเจนซี่โฆษณามีเวลาเจาะลึกข้อมูลธุรกิจของคุณอย่างเต็มที่ ซึ่งจะสร้างผลตอบแทนกลับมาได้ดีกว่าการจ้างทีมรับทำการตลาดที่เน้นทำการตลาดออนไลน์เพียงแค่ปริมาณครับ

     สรุปคือ ทีมรับทำการตลาดที่มีคุณภาพจะให้ความสำคัญกับเป้าหมายทางธุรกิจของคุณมาเป็นอันดับแรกเสมอ พวกเขาจะมองหาช่องทาง และวิธีบริหารงบประมาณเพื่อสร้างความได้เปรียบในตลาดให้คุณ ไม่ใช่แค่การทำราคาให้ถูกที่สุดเพื่อปิดดีลไปวัน ๆ ครับ

2.ดูวิธีคิดของเอเจนซี่ มากกว่าดูพอร์ต

     เป็นเรื่องธรรมดาที่เราอยากจะเห็นผลงานที่ผ่านมาเพื่อสร้างความมั่นใจครับ แต่ในมุมคนทำงาน ผมมองว่าพอร์ตโฟลิโออาจจะไม่ได้บอกเราทั้งหมดครับ เพราะแคมเปญที่เคยประสบความสำเร็จมาก ๆ เมื่อหลายปีที่แล้ว อาจจะนำมาใช้กับตลาดในวันนี้ไม่ได้แล้ว เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปเร็วมาก เวลาที่คุณมีโอกาสได้พูดคุยกับเอเจนซี่โฆษณา ผมจึงอยากแนะนำว่าให้ลองเปลี่ยนจากการดูแค่ความสวยงามของชิ้นงาน มาเป็นการเจาะลึกตรรกะ และวิธีคิดของพวกเขา โดยลองพูดคุยในประเด็นเหล่านี้ดูครับ

การค้นหาอินไซต์ของลูกค้า 

     ลองให้เอเจนซี่โฆษณาแชร์ว่าเขาค้นพบความต้องการลึก ๆ ของลูกค้าได้อย่างไร สังเกตดูว่าเขาใช้ Data มาวิเคราะห์สถานการณ์ หรืออาศัยแค่ประสบการณ์ส่วนตัว

เหตุผลในการเลือกใช้แพลตฟอร์ม 

     เพื่อดูว่าทีมรับทำการตลาดที่เราสนใจ เข้าใจพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายในแต่ละช่องทางลึกซึ้งแค่ไหน

การรับมือเมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามเป้า

     ข้อนี้น่าสนใจมากครับ ต้องลองถามดูว่าถ้าแคมเปญปล่อยไปแล้วยอดไม่ขยับ เขาจะใช้ตัวเลขส่วนไหนในการตัดสินใจปรับทิศทาง เพื่อดูไหวพริบ และการแก้ปัญหาหน้างาน

     คนที่ทำการตลาดออนไลน์ด้วยความเข้าใจ จะรู้ว่าความสำเร็จมักจะมาจากกระบวนการทดสอบ และเรียนรู้ เอเจนซี่โฆษณาที่มีคุณภาพจะสามารถอธิบายกระบวนการคิดของตัวเองได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล การได้พาร์ทเนอร์ที่คิดเป็ นและวิเคราะห์ข้อมูลเก่ง ถือเป็นการลงทุนที่ช่วยลดความเสี่ยงให้ธุรกิจได้มากเลยครับ

3.เอเจนซี่ที่ดีจะถามมากกว่าพูด

     เวลาหาทีมรับทำการตลาดมาช่วยดูแลแบรนด์ หลายคนอาจจะรู้สึกสบายใจกับทีมที่พร้อมรับฟัง และตกลงทำตามความต้องการทุกอย่าง แต่จากประสบการณ์ของผม การรับบรีฟโดยไม่มีการตั้งคำถามหรือแลกเปลี่ยนมุมมองเลย อาจจะเป็นจุดที่น่าสังเกตครับ เพราะในการทำงานจริง แทบไม่มีโจทย์ธุรกิจไหนที่สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์มาตั้งแต่ต้นเลย

     สำหรับผมทีมที่เชี่ยวชาญด้านการรับทำการตลาด ควรจะมีทักษะในการสัมภาษณ์ และซักถามลงลึกไปถึงโครงสร้างธุรกิจ และไม่เพียงแค่รับฟังข้อมูลด้านเดียวครับ เช่น

สินค้ากลุ่มไหนที่สร้างกำไรได้ดีที่สุด

     เพื่อที่เอเจนซี่โฆษณาจะได้ช่วยออกแบบกลยุทธ์ที่ดันสินค้ากลุ่มนั้นให้มากขึ้น และสร้างผลกำไรเข้าบริษัทคุณได้จริง ๆ

ความพร้อมของระบบหลังบ้าน 

     เพื่อประเมินว่าระบบคลังสินค้า และการจัดส่งรองรับออเดอร์มหาศาลได้จริงไหม จะได้ช่วยป้องกันปัญหาลูกค้าเสียความรู้สึกหากแคมเปญทำการตลาดออนไลน์ได้รับความนิยมเกินคาด

เสียงสะท้อนจากลูกค้าเก่า 

     การถามเพื่อรู้ข้อติชมจะช่วยให้ทีมรับทำการตลาดสามารถอุดรอยรั่ว และปรับปรุงการสื่อสาร ก่อนที่จะขยายแคมเปญออกไปในวงกว้างได้

     เพราะบทบาทของเอเจนซี่โฆษณาไม่ใช่แค่คนรับบรีฟแล้วไปผลิตงาน แต่คือการนำข้อมูลมาสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจ ทีมงานรับทำการตลาดที่ใส่ใจจะกล้าแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หากเขามองว่ากลยุทธ์บางอย่างอาจจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ในระยะยาว ดังนั้นเวลาพิจารณาเอเจนซี่ลองสังเกตคำถามที่เขาโยนกลับมาดูครับ ทีมที่พยายามทำความเข้าใจธุรกิจคุณอย่างลึกซึ้งนั่นแหละ คือทีมที่พร้อมจะเดินเคียงข้างคุณจริง ๆ

4.ประเมินจากกระบวนการทำงาน 

     ไอเดียแคมเปญทำการตลาดออนไลน์ที่สร้างสรรค์มักจะสร้างความน่าตื่นเต้นในวันนำเสนองานเสมอครับ แต่สิ่งที่ผมมักจะย้ำอยู่เสมอคือ สิ่งที่จะทำให้ไอเดียนั้นเกิดขึ้นจริง และดำเนินไปได้อย่างราบรื่น คือระบบการจัดการที่อยู่เบื้องหลัง หลายครั้งที่เราเห็นโปรเจกต์สะดุดลงเพราะขาดการอัปเดตงานที่ชัดเจน หรือตามตัวคนรับผิดชอบได้ยาก ดังนั้นก่อนจะตกลงให้ทีมไหนเข้ามาทำการตลาดออนไลน์ สิ่งหนึ่งที่ตวรนำมาพิจารณาคือระบบหลังบ้านของพวกเขาครับ

ความชัดเจนในการรายงานผล

     ลองสอบถามดูว่าเอเจนซี่โฆษณามีรูปแบบการอัปเดตตัวเลขบ่อยแค่ไหน และมีการวิเคราะห์สาเหตุของตัวเลขเหล่านั้นให้เราฟังอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่

ความถี่ในการปรับปรุงแคมเปญ

     ทีมงานมีการทำ A/B Testing หรือทดสอบชิ้นงานหลาย ๆ แบบเพื่อหาผลลัพธ์ที่ดีที่สุดอย่างสม่ำเสมอหรือเปล่า

แผนรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน 

    ในยุคที่กระแสโซเชียลไปไวมาก หากมีประเด็นเชิงลบเกิดขึ้น ทีมทำการตลาดออนไลน์นั้นมีขั้นตอนในการมอนิเตอร์ และแก้ไขสถานการณ์อย่างไรบ้าง

     ทักษะอย่างนึงที่ชี้วัดความสามารถของคนที่รับทำการตลาด คือความยืดหยุ่น และการปรับตัวหน้างานครับ การเลือกเอเจนซี่โฆษณาที่สามารถอธิบายขั้นตอนการทำงานตั้งแต่เริ่มต้นไปจนจบได้อย่างโปร่งใส จะช่วยให้คุณทำงานได้อย่างสบายใจ และมั่นใจได้ว่าเม็ดเงินของคุณกำลังถูกบริหารจัดการอย่างเป็นระบบครับ

5.มองแบบความสัมพันธ์ระยะยาว

     ทุกวันนี้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ มีอัลกอริทึมที่ซับซ้อนขึ้นมาก ระบบเหล่านี้จำเป็นต้องใช้เวลาในการเรียนรู้พฤติกรรมลูกค้าของเราครับ การเปลี่ยนทีมรับทำการตลาดบ่อย ๆ ทุก ๆ สามเดือนหรือหกเดือน จึงอาจจะทำให้แบรนด์ต้องสูญเสียข้อมูลที่ระบบกำลังเรียนรู้ไป แล้วต้องกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ซึ่งค่อนข้างน่าเสียดายโอกาสครับ

     การจ้างทีมทำการตลาดออนไลน์แบบแคมเปญสั้น ๆ อาจจะช่วยสร้างกระแสได้ในระยะเวลาหนึ่ง แต่ถ้าเป้าหมายของเราคือการสร้างแบรนด์ที่มั่นคง ผมคิดว่าความต่อเนื่องในการทำงานร่วมกันเป็นเรื่องสำคัญครับ

ให้เวลาในการเรียนรู้ และปรับจูน

     ต้องเข้าใจว่าทีมที่เข้ามารับทำการตลาดในช่วงแรก จำเป็นต้องใช้เวลาทำความเข้าใจโทนการสื่อสาร และตัวตนของแบรนด์ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยเวลา และการพูดคุยกันอย่างสม่ำเสมอ 

การสะสมความรู้เฉพาะทาง 

     ทีมรับทำการตลาดที่ดูแลแบรนด์เรามานาน จะเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าเราได้ลึกซึ้งกว่าทีมทำการตลาดออนไลน์ใหม่ ๆ เขาจะรู้ว่าข้อความแบบไหนหรือภาพลักษณ์แบบไหนที่สื่อสารแล้วได้ผล ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่เกิดจากการทำงานร่วมกันจริง ๆ

วิสัยทัศน์ที่มองไปข้างหน้า

     เอเจนซี่โฆษณาที่ดีจะไม่ทำเพียงแค่ให้จบงานตามสัญญา แต่จะคอยติดตามเทรนด์ และมองหาโอกาสใหม่ ๆ ในตลาดมาอัปเดตและนำเสนอให้เราเสมอ

     เวลาพิจารณาเอเจนซี่ผมจึงอยากชวนให้มองว่าเรากำลังหาพาร์ทเนอร์ระยะยาวเข้ามาช่วยนำทิศทางบริษัทดูครับ เอเจนซี่โฆษณาที่มองเห็นคุณค่าในจุดนี้ จะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของแบรนด์เสมือนเป็นธุรกิจของเขาเอง การมีทีมที่เข้าใจเราจริง ๆ จะช่วยให้การทำการตลาดออนไลน์ของเรามีรากฐานที่แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ แน่นอนครับ

บทสรุป

     สุดท้ายแล้วการหาคนมาช่วยดูแลแบรนด์ ก็เหมือนการหาพาร์ทเนอร์มาร่วมหัวจมท้ายไปกับธุรกิจเรานั่นแหละครับ ถ้าเรามองเอเจนซี่โฆษณาเป็นแค่คนรับจ้างผลิตงาน แล้วตัดสินใจเลือกจากราคาที่ถูกที่สุด เราอาจจะต้องเผชิญกับต้นทุนแฝงที่มองไม่เห็นในระยะยาว ทั้งเวลาที่เสียไป และโอกาสที่โดนคู่แข่งแย่งชิงไปต่อหน้าต่อตาด้วยครับ

     เพราะคนทำงานรับทำการตลาดตัวจริงจะรู้ดีว่า ยอดขายที่มั่นคงไม่ได้มาจากการเสกขึ้มา แต่มาจากวิธีคิด และการแก้ปัญหาด้วยข้อมูลล้วน ๆ ดังนั้นถ้าเราอยากให้เงินที่ลงทุนทำการตลาดออนไลน์คุ้มค่าที่สุด ลองเปลี่ยนจากการเทียบราคา มาเป็นการเทียบวิธีคิด และระบบการทำงานของพวกเขาดูครับ

     ผมเชื่อว่าการได้เอเจนซี่โฆษณาที่เก่งและคลิกกับเราจริง ๆ เข้ามาดูแลแบรนด์ให้ในระยะยาว จะเป็นแต้มต่อที่คุ้มค่าที่สุด เพราะพาร์ทเนอร์ที่พร้อมลุยและเติบโตไปกับเรานี่แหละครับ ที่จะช่วยพยุงให้ธุรกิจเราไปถึงเป้าหมายได้แบบไม่เหนื่อยฟรี

บทความแนะนำโดย Unicronet

แต่ถ้าอ่านมาจนถึงตรงนี้แล้วคุณยังมีความลังเลว่าระหว่างการเลือกใช้บริการเอเจนซี่โฆษณาหรือการสร้างทีม In house แบบไหนจะดีกว่ากัน สามารถไปหาคำตอบได้ที่บทความก่อนหน้านี้ของเราได้เลยครับ

🔗 วัดกันหมัดต่อหมัด เอเจนซี่ VS In house เลือกแบบไหนใช่กว่ากัน

—————————————————————————————————–

—————————-

หากคุณกำลังมองหาที่ปรึกษาและทีมรับทำการตลาด เอเจนซี่โฆษณา สร้างยอดขายทะลุเป้าแบบก้าวกระโดด ติดต่อเราเพื่อให้ธุรกิจของคุณไปสู่เป้าหมายที่ใฝ่ฝัน

ติดต่อรับคำปรึกษาฟรี !!!
Tel : 094-616-3651
Line OA : @unicronet

#Unicronet #PerformanceMarketing #digital agency #เอเจนซี่โฆษณา #Marketing agency #ทำการตลาดออนไลน์ #Content marketing

ผู้เขียนบทความ

นิค (ขาวดำ)

ชญานิศ จิตรีปลื้ม (นิก)

     Founder of Unicronet Agency และ Right Lane Academy ที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิทัลที่เชื่อว่าทุกกลยุทธ์ต้องวัดผลได้จริง ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปีในการทำงานร่วมกับแบรนด์ชั้นนำ มีความเชี่ยวชาญในการใช้ AI และ Martech เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจที่ชัดเจน และจับต้องได้

     (Digital Marketing Strategy ) ประสบการณ์วางแผนกลยุทธ์ทางด้าน Digital Marketing โดยเฉพาะ Online Platform ยอดนิยม เช่น Facebook ads , Google ads , SEO , Tiktok , Line , Youtube , Marketplace Ads มากกว่า 500+ Campaign

     (Digital Media Tools ) ประสบการณ์ด้าน Consult เทคนิคเชิงลึกสำหรับ Digital Media Tools เพื่อให้ทุกงบการลงทุนโฆษณาคุ้มค่ามากที่สุด อาทิเช่น การเพิ่ม Conversion ให้ธุรกิจ , เทคนิค ทำอย่างไรให้ CPA ราคาถูกลง , มีคนทักเยอะ ไม่มีคุณภาพ ปิดการขายไม่ได้ , สินค้าเสี่ยง Policy พร้อมเทคนิคการยิงแอดยังไงให้ไม่โดน Reject

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจอื่นๆของเรา

ทุกวันนี้เราอยู่ในยุคที่โลกออนไลน์หมุนเร็วจนบางครั้งก็ตามแทบไม่ทัน บางครั้งตื่นเช้ามาวันหนึ่งเราอาจจะเห็นแอปพลิเคชันใหม่ถือกำเนิดขึ้นมา พอตกบ่ายเทรนด์การทำวิดีโอสั้นก็เปลี่ยนรูปแบบไปอีกแล้ว ความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วนี้มักจะสร้างความกดดันให้คนทำธุรกิจอย่างมหาศาล หลายคนเกิดความรู้สึกกลัวที่จะตกรถขบวนสำคัญ กลัวว่าถ้าแบรนด์ของเราไม่ขยับตัวตามเทรนด์ให้ทัน ลูกค้าก็จะปันใจไปหาคนอื่นที่เคลื่อนไหวได้เร็วกว่า ความกังวลเหล่านี้แหละครับที่มักจะถูกพกติดตัวเข้ามาในห้องประชุม และกลายเป็นจุดเปลี่ยนเสมอเมื่อใครสักคนเปิดประเด็นขึ้นมาว่าแพลตฟอร์มนั้นกำลังมา คู่แข่งเราไปเปิดช่องแล้ว แบรนด์เราต้องมีบ้างนะ พอมีประโยคนี้ขึ้นมา เราก็มักจะคุ้นเคยกับสถานการณ์ที่ตามมาได้เป็นอย่างดี เวลาเห็นแบรนด์อื่นเริ่มหันมาทำคลิป Reels เราก็เรียกทีมมาคุยว่าต้องทำ Reels บ้าง หรือวันดีคืนดีมีคนพูดถึงว่า YouTube กำลังมาแรง เราก็ต้องตั้งกล้องถ่าย YouTube เพื่อไม่ให้ตกเทรนด์ สุดท้ายกลายเป็นว่าแบรนด์ของเรามีอยู่บน Facebook, Instagram, TikTok, YouTube, LINE และ X ครบทุกแพลตฟอร์ม แต่ปัญหาที่แท้จริงคือเรามีครบทุกช่องทาง แต่กลับไม่มีช่องไหนเลยที่เราทำได้ดีจริงๆ ต่างหากครับ เพราะบางช่องที่เราสมัครไป สุดท้ายก็ถูกปล่อยทิ้งร้างโพสต์บ้างไม่โพสต์บ้าง บางช่องไม่มีแม้แต่คนคอยตอบคอมเมนต์ หรือบางช่องอาจจะมียอด Engagement ที่ดูคึกคัก มีคนเข้ามากดไลก์จำนวนมาก แต่กลับไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ หรือไม่รู้เลยว่าเงินโฆษณาที่จ่ายไปนั้นทำหน้าที่อะไรในเส้นทางการตัดสินใจของลูกค้า คำถามที่ผมอยากชวนคิดก็คือถ้าแบรนด์ไม่ได้สิงสถิตอยู่บนทุกแพลตฟอร์มพร้อมๆ กัน แล้วทำไมเราถึงต้องพยายามเอาแบรนด์ไปอยู่ทุกที่? ปัญหาที่คุณกำลังเจออาจไม่ได้อยู่ที่คุณทำคอนเทนต์ไม่เก่งครับ แต่อยู่ที่เราเลือกช่องทางไม่ตรงกับหน้าที่ของมันต่างหาก ในมุมมองของคนที่ทำการตลาดออนไลน์ในเอเจนซี่โฆษณา และทีมรับทำการตลาด การเริ่มต้นเลือกแพลตฟอร์มไม่ควรเริ่มจากคำถามที่ว่า “ตอนนี้ช่องไหนกำลังฮิตที่สุด?” แต่ควรเป็นการตั้งคำถามว่า […]

ในยุคที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลและเปรียบเทียบทุกข้อเสนอได้เพียงแค่ปลายนิ้ว การทำธุรกิจดูเหมือนจะถูกบีบให้ต้องแข่งขันกันอย่างดุเดือดมากขึ้นเรื่อยๆ เราอยู่ในจุดที่บรรยากาศของตลาดเต็มไปด้วยการจัดแคมเปญกระตุ้นยอดขาย เปิดแอปพลิเคชันไหนก็มักจะเจอแต่ป้ายลดราคาดึงดูดสายตา จนหลายครั้งการหั่นราคากลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของการค้าขายไปโดยปริยาย เมื่อสภาพแวดล้อมของตลาดเป็นแบบนี้ ลองค่อยๆ นึกภาพตามสถานการณ์ที่มักจะเกิดขึ้นจริงดูนะครับ ธุรกิจหนึ่งที่เคยเดินหน้าไปได้เรื่อยๆ จู่ๆ ยอดขายกลับเริ่มตกลงและชะลอตัว ขณะเดียวกันคู่แข่งในตลาดก็เริ่มสาดโปรโมชั่นลดราคาเพื่อแย่งความสนใจ เจ้าของธุรกิจเมื่อเห็นกราฟยอดขายเริ่มนิ่ง ประกอบกับความกังวลว่าจะเสียฐานลูกค้า ก็มักจะตัดสินใจหั่นราคาตามเพื่อดึงคนกลับมา แต่เรื่องมักไม่จบแค่นั้น เพราะเมื่อเราลด คู่แข่งก็อาจจะตอบโต้ด้วยการดัมพ์ราคาให้ถูกลงไปอีก ธุรกิจก็ต้องกัดฟันลดตามไปอีกรอบเพื่อรักษายอดเอาไว้ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ออเดอร์อาจจะกลับมาคึกคัก ยอดขายรวมอาจจะพอดูได้ หรือบางครั้งยอดขายอาจจะเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ แต่พอถึงสิ้นเดือนมานั่งดูบรรทัดสุดท้ายของบัญชี กำไรกลับหดหายไปจนแทบไม่เหลือ ภาพนี้ชี้ให้เห็นความจริงที่น่าตกใจว่า “ยอดขาย” กับ “กำไร” ไม่ใช่เรื่องเดียวกันเลย คำถามสำคัญที่ตามมาก็คือ ถ้าการลดราคาช่วยให้คนตัดสินใจซื้อและขายของได้ง่ายขึ้น แล้วทำไมธุรกิจจำนวนมากยิ่งแข่งกันลดราคากลับยิ่งรู้สึกเหนื่อย และไปต่อได้ยากขึ้นเรื่อยๆ? นั่นเป็นเพราะ Price War หรือสงครามราคา ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการตั้งราคาหรือการแข่งกันเปลี่ยนตัวเลขบนป้าย แต่มันเป็นปัญหาเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกำไร ความคาดหวังของลูกค้า ภาพลักษณ์ของแบรนด์ และความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ในมุมของคนที่ทำงานเป็นเอเจนซี่โฆษณาหรือรับทำการตลาด สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่การทำโปรโมชั่นลดราคาเพียงครั้งคราว แต่คือการที่ธุรกิจเริ่มเสพติดและใช้ “ราคา” เป็นคำตอบหลักในการแก้ปัญหาสำหรับการทำการตลาดออนไลน์ต่างหากครับ ทำไมหลายธุรกิจถึงติดกับดักสงครามราคา? การตัดสินใจก้าวเข้าสู่สมรภูมิราคามักไม่ได้เกิดจากความตั้งใจที่จะทำลายตลาดตั้งแต่แรก แต่มันเกิดจากแรงกดดันรอบด้านที่บีบคั้นให้ธุรกิจต้องหาทางออกที่รวดเร็วที่สุด เมื่อคู่แข่งชิงลดราคาก่อน เราก็กลัวว่าจะสูญเสียส่วนแบ่งการตลาด บางครั้งก็เป็นความต้องการที่จะเร่งระบายสินค้าเพื่อนำกระแสเงินสดมาหมุนเวียน หรือพยายามดึงดูดลูกค้าใหม่ๆ […]

เคยสงสัยไหมครับว่าทำไม ยิ่งเราทุ่มเทแรงกายแรงใจผลิตคอนเทนต์ลงเพจมากเท่าไหร่ แต่บางครั้งยอดคนเห็นกลับดิ่งลงเรื่อยๆ จนน่าใจหาย หลายธุรกิจในปัจจุบันกำลังติดอยู่ในวังวนของการแข่งขันกับความเร็ว แล้วเชื่อว่ากุญแจสำคัญในการทำออนไลน์คือความถี่ในการนำเสนอ จนมองหาคนมารับทำการตลาดที่สัญญาว่าจะโพสต์ให้ได้วันละหลายๆ คอนเทนต์ แต่สุดท้ายผลลัพธ์กลับกลายเป็นความเงียบเหงาที่ไม่มีใครตอบรับ เพจเริ่มเงียบ ยอดขายเริ่มนิ่ง ทั้งที่ทีมงานขยันอัปเดตข้อมูลแทบจะทุกชั่วโมง ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของระบบเพียงอย่างเดียวหรอกครับ แต่เกิดจากเส้นผมบังภูเขาที่คนทำธุรกิจส่วนใหญ่มักมองข้ามไปต่างหาก สิ่งที่ผมเจอบ่อยเวลาพูดคุยกับลูกค้าที่เข้ามาปรึกษาเรื่องการทำการตลาดออนไลน์ คือความกังวลใจเรื่องเมทริกซ์หลังบ้านที่ดูไม่สอดคล้องกับความตั้งใจ บางบริษัทถึงขั้นเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ดูแลมาแล้วหลายคนเพราะแก้ปัญหายอดการมองเห็นไม่ได้ ในฐานะคนที่คลุกคลีอยู่ในเอเจนซี่มาหลายปี ผมบอกได้เลยว่านี่คือ Pain Point คลาสสิกที่แบรนด์ส่วนใหญ่ต้องเผชิญ และมุมมองของคนทำงานในเอเจนซี่โฆษณาอย่างพวกผม มักจะเริ่มต้นแก้ไขปัญหานี้ด้วยการกลับไปรื้อข้อมูลดิบมาวิเคราะห์อย่างละเอียด เพราะความจริงที่โหดร้ายในโลกดิจิทัลจริงๆ ก็คือการสาดคอนเทนต์ลงไปปริมาณมากๆ ไม่ได้แปลว่าอัลกอริทึ่มจะฟีดเนื้อหาของคุณให้ผู้คนเห็นมากขึ้น ในหลายครั้งมันกลับส่งผลเชิงลบ ทำลายประสิทธิภาพของเพจด้วยซ้ำไป วันนี้ผมจะพาทุกคนมาเจาะลึกเบื้องหลังการทำงานของระบบอย่างตรงไปตรงมา ว่าทำไมกลยุทธ์การโพสต์บ่อยจึงไม่ใช่สูตรสำเร็จอีกต่อไป และเราควรต้องปรับตัวชี้วัดอะไรบ้างก่อนที่จะตัดสินใจปรับเปลี่ยนทิศทางคอนเทนต์บนพื้นที่ออนไลน์ของคุณ โพสต์ถี่ ทำไม Reach กลับลดลง หลายธุรกิจเข้าใจผิดว่าจำนวนเนื้อหาแปรผันตรงกับยอดการมองเห็น โดยคิดเอาเองว่ายิ่งสร้างทางเลือกให้ผู้บริโภคมากเท่าไหร่ โอกาสที่กลุ่มเป้าหมายจะเลื่อนฟีดมาเจอก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมีระบบคัดกรองที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก การทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของตัวเลขเหล่านี้จึงเป็นด่านแรกที่คนทำธุรกิจต้องเรียนรู้ Reach และ Engagement ต่างกันอย่างไร เวลาวิเคราะห์เพจ ผมมักเริ่มจากการปรับความเข้าใจเรื่องฐานรากของสองคำนี้ใหม่เสมอ เพื่อให้เห็นภาพตรงกัน Reach คือจำนวน “คน” หรือบัญชีผู้ใช้งานที่ไม่ซ้ำกัน ซึ่งมีโอกาสมองเห็นโพสต์ของคุณอย่างน้อยหนึ่งครั้ง […]

หลายๆ คนที่ยิงแอด อาจจะเคยเจอปัญหาแบบนี้กันใช่ไหมครับ? ที่ยิงแอดไปก็ค่าคลิกแพงขึ้นทุกวันแต่ยอดโอนกลับนิ่งสนิท หรือบางทีหน้าแดชบอร์ดก็โชว์ว่าคนทักอินบ็อกซ์มารัวๆ แต่พอเอาเข้าจริง ทีมเซลส์กลับปิดการขายไม่ได้เลยสักออเดอร์ พอเห็นตัวเลข ROAS (Return on Ad Spend) ค่อยๆ ร่วงลงเรื่อยๆ หลายคนก็เริ่มถอดใจ แล้วหันไปโทษว่าแพลตฟอร์มปรับอัลกอริทึมบ้างล่ะ หรือคู่แข่งในตลาดตัดราคาบ้างล่ะ แต่เอาจริงๆ นะครับ จากประสบการณ์ที่ผมขลุกอยู่กับหลังบ้านของลูกค้ามาหลายปี ผมพบว่าปัญหาใหญ่มันไม่ได้เกิดจากระบบของ Facebook หรือ Google เลยครับ แต่มันเกิดจาก “ความเชื่อผิด ๆ” ที่ฝังหัวเจ้าของธุรกิจหลายคนต่างหาก ซึ่งในตอนที่ลูกค้าตัดสินใจเข้ามาปรึกษาทีมรับทำการตลาด สิ่งแรกที่ผม และทีมมักจะทำ ไม่ใช่การรีบเปิดคอมพิวเตอร์แล้วกดสร้างแคมเปญใหม่ให้ทันทีนะครับ แต่เราต้องมานั่งจับเข่าคุยเพื่อเคลียร์วิธีคิดกันใหม่ก่อนเลย และนี่คือ 5 ความเชื่อสุดคลาสสิกที่ผมเจอซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นความเชื่อที่ทำให้หลายธุรกิจต้องยอมจ่ายเงินทิ้งไปฟรีๆ ซึ่งผมอยากเอามาแชร์ให้ทุกคนลองเช็กตัวเองดูครับว่า เรากำลังเผลอทำสิ่งเหล่านี้อยู่หรือเปล่า ใช้เครื่องมือเดียวกัน แต่ทำไมผลลัพธ์ถึงต่างกัน  ลองนึกภาพตามผมนะครับ สมมุติว่ามีธุรกิจ A กับธุรกิจ B ขายสินค้าประเภทเดียวกันเป๊ะ กลุ่มลูกค้าก็คล้ายๆ กัน แถมยังใช้ฟีเจอร์ยิงแอดในระบบเดียวกันทุกปุ่ม แต่ทำไมผลลัพธ์ตอนสิ้นเดือนถึงได้ออกมาต่างกันราวฟ้ากับเหว? หลายคนอาจจะคิดว่า อ๋อ […]