เอเจนซี่โฆษณา 

กลยุทธ์การตลาดทรงพลังแบบ IKEA

Table of Contents

กลยุทธ์การตลาดทรงพลังแบบ IKEA

เคยสงสัยมั้ยว่า.. ทำไมมีแต่คนนึกถึง IKEA เป็นลำดับแรก เมื่อต้องการจะตกแต่งบ้านใหม่

วันนี้ Unicronet #เอเจนซี่โฆษณา เลยมาเผยเคล็ดลับ กลยุทธ์การตลาดที่มีศักยภาพในแบบ IKEA แบรนด์จำหน่ายเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านอันดับ 1 ของโลก จนหลากหลาย #เอเจนซี่โฆษณา จับตามอง

1.ร้านค้าตั้งอยู่นอกเมือง ไม่มีหน้าต่างบอกเวลา

ส่วนใหญ่ห้าง IKEA จะตั้งห่างจากตัวเมือง ลูกค้าต้องใช้เวลาเดินทางอย่างน้อย 30 นาทีกว่าจะไปถึงห้างได้เมื่อใช้เวลาเดินทางนาน เขาจะรู้สึกว่าไม่อยากเสียเวลาเดินทางมาฟรี ๆ

โดยไม่ได้ซื้ออะไรกลับบ้าน จึงทำให้ลูกค้าต้องหยิบของติดมือกลับบ้านไปอย่างน้อย 1 ชิ้นทุกครั้งที่มา นอกจากนี้ถ้าผู้ที่ไปมานั้นจะสังเกตเห็นว่า IKEA ไม่มีหน้าต่างซักบาน ซึ่งเป็นกลยุทธ์ในการทำให้คนใช้เวลามากขึ้นจนลืมมองนาฬิกา เพราะเราจะไม่รู้สภาพอากาศและเวลาข้างนอกเลย

2.มีโครงสร้างคล้ายเขาวงกต มีใครเคยหลงทางใน IKEA บ้าง?

นั้นแหละคือหนึ่งในกลยุทธ์ ด้วยการออกแบบให้คล้ายเขาวงกต ที่เริ่มจากจุดหนึ่งและไปจบที่จุดสิ้นสุด เป็นกลยุทธ์ในการบังคับให้เราเดินไปทั่วทุกมุมร้านปล่อยให้เราได้เห็นของทุกอย่างตามลำดับเวลา

ทั้งนี้ในระยะทางเดินมีการจัดวางสินค้าและจัดดิสเพลย์ให้ลูกค้าเกิดไอเดียนำสินค้าไปใช้ในบ้านทำให้เรารู้สึกเพลิดเพลิน อยากใช้เวลามากขึ้น ยิ่งลูกค้าใช้เวลามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสซื้อสินค้ามากขึ้นเท่านั้น

3.เพิ่มคุณค่าผลิตภัณฑ์ผ่านการประกอบสินค้า

เคยคิดเล่นๆ กันไหมว่าทำไมเวลาซื้อของจาก IKEA ทีไร เราต้องมานั่งประกอบเองทุกที เพราะการออกแบบสินค้าของ IKEA ที่จะทำให้ลูกค้าได้ใช้เวลาและพลังงานของเขาในการประกอบเฟอร์นิเจอร์ด้วยตัวเอง ซึ่งนำไปสู่ความรู้สึกดีเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ทำให้ลูกค้ารู้สึกมีความสามารถ ภูมิใจในตัวเอง ทำให้สินค้าชิ้นนั้นมีคุณค่ากับลูกค้ามากขึ้น จน #เอเจนซี่โฆษณา และบริษัทหลากหลายแบรนด์ไปทำต่อ

4.ใช้เทคโนโลยี AR และ VR เพิ่มความสนุกในการขาย เวลาเราจะตกแต่งบ้าน เราก็อยากจะรู้ใช่ไหมละว่าถ้าเอาเฟอร์นิเจอร์ชิ้นนี้มาวางไว้ที่บ้านเรา แล้วมันจะเข้ากับบ้านเราได้ไหม จะสวยไหม ขนาดจะพอดีไหม

IKEA จึงได้มีการใช้เทคโนโลยี AR ผ่านแอปพลิเคชัน IKEA Place ทำให้ผู้ใช้เห็นภาพเวอร์ชัน 3D ของเฟอร์นิเจอร์อิเกียทุกประเภทสามารถหยิบสินค้าทุกชนิดไปทดลองวางหรือตกแต่งเล่นภายในบ้านได้

อีกทั้งยังมีการใช้เทคโนโลยี VR ผ่านแอปพลิเคชัน VR Kitchen Experienceเพื่อเพิ่มสีสันในการขายเฟอร์นิเจอร์ ทำให้พวกเราสามารถเข้าไปทดลองออกแบบสร้างห้องครัวในฝันได้ด้วยตัวเองผ่านโทรศัพท์มือถือ

5.ใช้สื่อโซเชียลมีเดีย ให้แตกต่าง อย่างเกิดประโยชน์

โดยปกติแล้วเรามักจะเห็นแบรนด์อื่น ๆ นำเสนอสินค้าผ่านช่องทาง Facebook หรือ Instagram แต่ IKEA เลือกที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ผ่าน Youtube, Pinterest และ Website

โดยอิเกียเลือกที่จะลงทุนหนักบนสามช่องทางนี้เพราะลูกค้าสามารถดูแนวทางในการตกแต่งห้องนอนห้องครัว หรือส่วนอื่น ๆ ภายในบ้านผ่าน Pinterest ได้ เรียกได้ว่าเป็นช่องทางที่คนนิยมที่สุดในการหาแรงบันดาลใจในการตกแต่งบ้านเลยก็ว่าได้

ในส่วนของ Youtube อิเกียทำคอนเทนต์ในเชิงให้คำแนะนำมากกว่าเน้นการขาย เช่น วิธีการทำสวน การดูแลบ้านและต้นไม้.

รวมถึงวิธีการประกอบเฟอร์นิเจอร์

ในด้าน Website อิเกียมีการโพสต์ผลิตภัณฑ์และข้อเสนอใหม่ ๆ บนเว็บไซต์เป็นประจำ เพื่อรักษาความสนใจในแบรนด์อย่างต่อเนื่องทำให้คนเกิดการพูดคุย ซึ่งสามารถกระตุ้นให้ผู้มีโอกาสเป็นลูกค้าเยี่ยมชมและค้นหาผลิตภัณฑ์ได้

.

เพื่อน ๆ เห็นถึงความสุดยอดของ IKEA กันไหม เเละทั้งหมดนี่แหละจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ IKEA เป็นแบรนด์จำหน่ายเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านอันดับ 1 ของโลกเพราะอีเกียนั้นมีแนวคิดที่แตกต่างจากคนอื่นแต่เป็นการคิดต่างอย่างมีกลยุทธ์ จึงทำให้อิเกียสามารถครองใจผู้บริโภคได้ และทำให้หลายๆ #เอเจนซี่โฆษณา นำมาศึกษากันอย่างมากมาย

———————–

หากคุณกำลังมองหาที่ปรึกษาและทีมทำการตลาดออนไลน์ สร้างยอดขายทะลุเป้าแบบก้าวกระโดด ติดต่อเราเพื่อให้ธุรกิจของคุณไปสู่เป้าหมายที่ใฝ่ฝัน

ติดต่อได้ที่ :: Tel. 094-616-3651

Line OA : @unicronet

#Unicronet #PerformanceMarketing #DigitalAgency #เอเจนซี่โฆษณา 

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจอื่นๆของเรา

เคยสงสัยไหมครับว่าทำไม ยิ่งเราทุ่มเทแรงกายแรงใจผลิตคอนเทนต์ลงเพจมากเท่าไหร่ แต่บางครั้งยอดคนเห็นกลับดิ่งลงเรื่อยๆ จนน่าใจหาย หลายธุรกิจในปัจจุบันกำลังติดอยู่ในวังวนของการแข่งขันกับความเร็ว แล้วเชื่อว่ากุญแจสำคัญในการทำออนไลน์คือความถี่ในการนำเสนอ จนมองหาคนมารับทำการตลาดที่สัญญาว่าจะโพสต์ให้ได้วันละหลายๆ คอนเทนต์ แต่สุดท้ายผลลัพธ์กลับกลายเป็นความเงียบเหงาที่ไม่มีใครตอบรับ เพจเริ่มเงียบ ยอดขายเริ่มนิ่ง ทั้งที่ทีมงานขยันอัปเดตข้อมูลแทบจะทุกชั่วโมง ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของระบบเพียงอย่างเดียวหรอกครับ แต่เกิดจากเส้นผมบังภูเขาที่คนทำธุรกิจส่วนใหญ่มักมองข้ามไปต่างหาก สิ่งที่ผมเจอบ่อยเวลาพูดคุยกับลูกค้าที่เข้ามาปรึกษาเรื่องการทำการตลาดออนไลน์ คือความกังวลใจเรื่องเมทริกซ์หลังบ้านที่ดูไม่สอดคล้องกับความตั้งใจ บางบริษัทถึงขั้นเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ดูแลมาแล้วหลายคนเพราะแก้ปัญหายอดการมองเห็นไม่ได้ ในฐานะคนที่คลุกคลีอยู่ในเอเจนซี่มาหลายปี ผมบอกได้เลยว่านี่คือ Pain Point คลาสสิกที่แบรนด์ส่วนใหญ่ต้องเผชิญ และมุมมองของคนทำงานในเอเจนซี่โฆษณาอย่างพวกผม มักจะเริ่มต้นแก้ไขปัญหานี้ด้วยการกลับไปรื้อข้อมูลดิบมาวิเคราะห์อย่างละเอียด เพราะความจริงที่โหดร้ายในโลกดิจิทัลจริงๆ ก็คือการสาดคอนเทนต์ลงไปปริมาณมากๆ ไม่ได้แปลว่าอัลกอริทึ่มจะฟีดเนื้อหาของคุณให้ผู้คนเห็นมากขึ้น ในหลายครั้งมันกลับส่งผลเชิงลบ ทำลายประสิทธิภาพของเพจด้วยซ้ำไป วันนี้ผมจะพาทุกคนมาเจาะลึกเบื้องหลังการทำงานของระบบอย่างตรงไปตรงมา ว่าทำไมกลยุทธ์การโพสต์บ่อยจึงไม่ใช่สูตรสำเร็จอีกต่อไป และเราควรต้องปรับตัวชี้วัดอะไรบ้างก่อนที่จะตัดสินใจปรับเปลี่ยนทิศทางคอนเทนต์บนพื้นที่ออนไลน์ของคุณ โพสต์ถี่ ทำไม Reach กลับลดลง หลายธุรกิจเข้าใจผิดว่าจำนวนเนื้อหาแปรผันตรงกับยอดการมองเห็น โดยคิดเอาเองว่ายิ่งสร้างทางเลือกให้ผู้บริโภคมากเท่าไหร่ โอกาสที่กลุ่มเป้าหมายจะเลื่อนฟีดมาเจอก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมีระบบคัดกรองที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก การทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของตัวเลขเหล่านี้จึงเป็นด่านแรกที่คนทำธุรกิจต้องเรียนรู้ Reach และ Engagement ต่างกันอย่างไร เวลาวิเคราะห์เพจ ผมมักเริ่มจากการปรับความเข้าใจเรื่องฐานรากของสองคำนี้ใหม่เสมอ เพื่อให้เห็นภาพตรงกัน Reach คือจำนวน “คน” หรือบัญชีผู้ใช้งานที่ไม่ซ้ำกัน ซึ่งมีโอกาสมองเห็นโพสต์ของคุณอย่างน้อยหนึ่งครั้ง […]

หลายๆ คนที่ยิงแอด อาจจะเคยเจอปัญหาแบบนี้กันใช่ไหมครับ? ที่ยิงแอดไปก็ค่าคลิกแพงขึ้นทุกวันแต่ยอดโอนกลับนิ่งสนิท หรือบางทีหน้าแดชบอร์ดก็โชว์ว่าคนทักอินบ็อกซ์มารัวๆ แต่พอเอาเข้าจริง ทีมเซลส์กลับปิดการขายไม่ได้เลยสักออเดอร์ พอเห็นตัวเลข ROAS (Return on Ad Spend) ค่อยๆ ร่วงลงเรื่อยๆ หลายคนก็เริ่มถอดใจ แล้วหันไปโทษว่าแพลตฟอร์มปรับอัลกอริทึมบ้างล่ะ หรือคู่แข่งในตลาดตัดราคาบ้างล่ะ แต่เอาจริงๆ นะครับ จากประสบการณ์ที่ผมขลุกอยู่กับหลังบ้านของลูกค้ามาหลายปี ผมพบว่าปัญหาใหญ่มันไม่ได้เกิดจากระบบของ Facebook หรือ Google เลยครับ แต่มันเกิดจาก “ความเชื่อผิด ๆ” ที่ฝังหัวเจ้าของธุรกิจหลายคนต่างหาก ซึ่งในตอนที่ลูกค้าตัดสินใจเข้ามาปรึกษาทีมรับทำการตลาด สิ่งแรกที่ผม และทีมมักจะทำ ไม่ใช่การรีบเปิดคอมพิวเตอร์แล้วกดสร้างแคมเปญใหม่ให้ทันทีนะครับ แต่เราต้องมานั่งจับเข่าคุยเพื่อเคลียร์วิธีคิดกันใหม่ก่อนเลย และนี่คือ 5 ความเชื่อสุดคลาสสิกที่ผมเจอซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นความเชื่อที่ทำให้หลายธุรกิจต้องยอมจ่ายเงินทิ้งไปฟรีๆ ซึ่งผมอยากเอามาแชร์ให้ทุกคนลองเช็กตัวเองดูครับว่า เรากำลังเผลอทำสิ่งเหล่านี้อยู่หรือเปล่า ใช้เครื่องมือเดียวกัน แต่ทำไมผลลัพธ์ถึงต่างกัน  ลองนึกภาพตามผมนะครับ สมมุติว่ามีธุรกิจ A กับธุรกิจ B ขายสินค้าประเภทเดียวกันเป๊ะ กลุ่มลูกค้าก็คล้ายๆ กัน แถมยังใช้ฟีเจอร์ยิงแอดในระบบเดียวกันทุกปุ่ม แต่ทำไมผลลัพธ์ตอนสิ้นเดือนถึงได้ออกมาต่างกันราวฟ้ากับเหว? หลายคนอาจจะคิดว่า อ๋อ […]

เวลาที่ยอดขายเริ่มนิ่งหรือกราฟรายได้ไม่วิ่งตามเป้าหมาย สิ่งแรกที่เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่มักจะนึกถึงคือการเพิ่มงบประมาณโฆษณา หรือพยายามหาช่องทางใหม่ๆ เพื่อดึงดูดลูกค้าให้มากขึ้นใช่ไหมครับ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเลยล่ะ เพราะในยุคนี้ใครๆ ก็อยากเข้าถึงผู้บริโภคให้ได้เร็วที่สุดกันทั้งนั้น แต่สิ่งที่ผมเจอบ่อยมากจากการทำงานเบื้องหลังแคมเปญต่างๆ คือ หลายครั้งธุรกิจทุ่มเทแรงกาย และเม็ดเงินไปแต่ผลลัพธ์กลับไม่สะท้อนกลับมาเป็นยอดขายอย่างที่ควรจะเป็น เพราะปัญหาหลักของการทำการตลาดออนไลน์ที่ไม่เห็นผล ส่วนใหญ่มักไม่ได้เกิดจากการตั้งค่าแคมเปญที่ไม่ดี หรือการทำรูปภาพโฆษณาที่ไม่สวยงามหรอกนะครับ แต่บ่อยครั้งมันเกิดจากพื้นฐานของธุรกิจเรายังไม่พร้อมสำหรับการขยายผลบนโลกออนไลน์ต่างหาก การรีบอัดฉีดเงินโฆษณาโดยที่โครงสร้างหลังบ้านยังมีจุดสะดุด ก็เปรียบเสมือนการเติมน้ำลงในถังที่มีรอยรั่ว ต่อให้คุณพยายามหาน้ำมาเติมมากแค่ไหน สุดท้ายมันก็จะค่อยๆ ซึมหายไปอยู่ดีครับ ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจทุ่มงบก้อนใหญ่ หรือเริ่มมองหาทีมงานมารับทำการตลาดให้ ผมอยากชวนทุกคนมาลองถอยหลังมาหนึ่งก้าว แล้วทำการ “X-Ray” ธุรกิจของตัวเองอย่างละเอียดดูสักครั้งครับ การกลับมาทบทวนรากฐานเหล่านี้ไม่ใช่การจับผิดใคร แต่เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่ออุดรอยรั่ว และทำให้มั่นใจว่าทุกงบประมาณในการทำการตลาดออนไลน์ของคุณ จะถูกนำไปใช้เพื่อสร้างการเติบโตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด 5 จุด X-Ray เช็คโครงสร้างก่อนเริ่มการตลาดออนไลน์ การตรวจสอบโครงสร้างของธุรกิจก่อนเริ่มยิงโฆษณา คือขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมได้ชัดเจนขึ้นครับ ว่าระบบหลังบ้านของเราพร้อมที่จะรับมือกับลูกค้า และงบประมาณที่จะจ่ายไปแล้วหรือยัง เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าเวลาเอเจนซี่โฆษณารับบรีฟงานมา เรามองหาอะไรบ้าง นี่คือ 5 เช็คลิสต์สำคัญที่ผมมักจะใช้สแกนหาจุดอ่อนของธุรกิจ ซึ่งไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจบริการ ขายสินค้า B2B หรือ B2C ก็สามารถนำโครงสร้างนี้ไปวิเคราะห์ธุรกิจตัวเองได้เลยครับ รู้จักกลุ่มเป้าหมายจริงหรือยัง? หนึ่งในความท้าทายที่ผมมักจะพบเวลาเริ่มโปรเจกต์ใหม่ คือการระบุตัวตนของลูกค้าครับ หลายธุรกิจมีความตั้งใจที่ดีที่อยากจะมอบสินค้าให้กับทุกคน จึงกำหนดกลุ่มเป้าหมายไว้กว้างมากๆ แต่ในเชิงการทำงานจริง […]

ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่กำลังเจอปัญหายอดขายไม่ขยับ และเริ่มตั้งคำถามว่าทำไมโพสต์คอนเทนต์ไปแล้วคนเห็นน้อยลง หรือยิงโฆษณาไปตั้งเยอะทำไมค่าใช้จ่ายสูงขึ้นแต่ยอดขายเท่าเดิม ผมบอกเลยว่าคุณไม่ได้เผชิญปัญหานี้อยู่คนเดียวครับ จากประสบการณ์ที่ผมทำงานในฝั่งเอเจนซี่โฆษณามาหลายปี ผมเจอลูกค้าที่เข้ามาปรึกษาด้วยปัญหานี้แทบทุกวัน เพราะโลกของการทำการตลาดออนไลน์เปลี่ยนแปลงเร็วมาก อัลกอริทึมปรับตัวตลอดเวลา จนหลายๆ แบรนด์พยายามหาคำตอบว่าตกลงแล้วกลยุทธ์แบบ Organic ที่เน้นสร้างคอนเทนต์ให้โตตามธรรมชาติ หรือกลยุทธ์แบบ Paid ที่เน้นจ่ายเงินซื้อโฆษณา แบบไหนให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่ากัน วันนี้ผมเลยอยากมาแชร์ประสบการณ์ และวิธีคิดจากคนทำงานจริง มาดูกันว่าในมุมมองของผู้ให้บริการรับทำการตลาดเราวางกลยุทธ์เรื่องนี้กันอย่างไร และบริษัทเอเจนซี่โฆษณาชั้นนำมีวิธีตัดสินใจเลือกใช้เครื่องมือเหล่านี้เพื่อขยายธุรกิจให้ลูกค้ากันแบบไหนบ้างครับ Organic vs Paid ความจริงที่ไม่มีใครเคยบอก เวลาเราวางแผนกลยุทธ์ เราจะไม่มองแค่ว่าอันไหนเสียเงินหรืออันไหนฟรี แต่วิธีที่เอเจนซี่โฆษณามองเครื่องมือสองตัวนี้ คือการมองถึงหน้าที่ของมันในการเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายครับ Organic ไม่ได้ฟรีอย่างที่คิด หลายคนมักเข้าใจว่า Organic คือการทำรูปหรือวิดีโอโพสต์ลงเพจโดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณา และถือว่าทำได้ฟรี แต่ในมุมของการทำการตลาดออนไลน์เชิงลึก Organic คือการปูรากฐานความน่าเชื่อถือครับ มันคือการสร้างคอมมูนิตี้ให้คนรู้สึกผูกพันกับแบรนด์ ผมมักจะบอกลูกค้าเสมอว่า Organic ไม่ได้ฟรีจริงหรอกครับ เพราะเบื้องหลังคอนเทนต์ที่คนแชร์เยอะๆ มันแลกมาด้วยเวลา และต้นทุนในการผลิตมหาศาล ทั้งค่าตัวทีมงาน กราฟิก และทีมรับทำการตลาดที่ต้องมาวิเคราะห์เทรนด์ ดังนั้น Organic จึงเป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างความเชื่อใจให้กับแบรนด์ต่างหากครับ Paid ไม่ใช่สูตรสำเร็จการันตียอด ในทางกลับกัน Paid Social […]