เอเจนซี่โฆษณา

กลยุทธ์เอาตัวรอดในตลาดยุคใหม่ ที่เอเจนซี่ไหนก็ใช้กัน

Table of Contents

   ในโลกของการตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การอยู่รอดและเติบโตกลายเป็นเรื่องท้าทายสำหรับทุกธุรกิจ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักการตลาดมือใหม่หรือเจ้าของแบรนด์ที่มีประสบการณ์ การเข้าใจและเลือกใช้กลยุทธ์ให้เหมาะกับสถานการณ์เป็นสิ่งที่สำคัญ

    วันนี้เราเลยอยากชวนมาดูกลยุทธ์หลักๆ ที่ควรรู้ เพื่อช่วยให้ธุรกิจของคุณแข็งแรงขึ้นในตลาดที่แข่งขันกันสูง ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่หลายเอเจนซี่ที่เชี่ยวชาญด้านการรับทำการตลาด และทำการตลาดออนไลน์ใช้กันอยู่จริง

1.เข้าใจตลาดธุรกิจอย่างรอบด้าน

    เป็นกลยุทธ์ที่เอเจนซี่รับทำการตลาดใช้กัน คือการวิเคราะห์ตลาดอย่างละเอียดก่อนเริ่มทำแคมเปญ ตั้งแต่ดูแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภค ไปจนถึงการจับตาคู่แข่ง และช่องว่างในตลาด เพื่อให้สามารถวางแผนการทำการตลาดออนไลน์ได้อย่างแม่นยำ เพิ่มแนวทางในการรับรู้ และยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการ

  • วิเคราะห์แนวโน้มตลาดปัจจุบัน และอนาคตอย่างเป็นระบบ โดยใช้เครื่องมือวิจัยตลาด และข้อมูลเชิงลึกจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ
  • ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างละเอียด และครอบคลุม ทั้งปัจจัยทางจำนวนประชากร ความต้องการ และแนวโน้มการบริโภค
  • ติดตามการเคลื่อนไหวของคู่แข่งอย่างสม่ำเสมอ พร้อมวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน และกลยุทธ์ทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง

    ดังนั้น ถ้าเราเข้าใจตลาดได้ชัด ก็จะมองเห็นทั้งความต้องการของลูกค้า และโอกาสทางธุรกิจที่คู่แข่งยังไม่เข้าไปถึง เพราะหลายแคมเปญที่เอเจนซี่รับทำการตลาดทำให้แบรนด์แล้วประสบความสำเร็จ ก็เริ่มจากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เพื่อค้นให้เจอว่าลูกค้ากำลังต้องการอะไร หรือมีพฤติกรรมแบบไหนที่ยังไม่มีใครหยิบมาพัฒนาเป็นสินค้า และบริการ การเข้าใจจุดนี้จะช่วยให้วางกลยุทธ์ได้แม่นขึ้น และเข้าถึงลูกค้าได้ก่อนใคร 

2.หาจุดแข็งที่แบรนด์เราแตกต่าง

    ในตลาดที่แข่งขันกันสูงและซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ การมีจุดยืนทางการตลาดที่ชัดเจน และโดดเด่นคือสิ่งที่ช่วยให้แบรนด์เป็นที่จดจำ เอเจนซี่ที่ทำการตลาดออนไลน์ส่วนใหญ่จึงไม่เริ่มจากยิงแอดหรือทำคอนเทนต์ทันที แต่จะเริ่มจากการสร้างตัวตนให้แบรนด์ และต่อยอดจุดนั้นให้กลายเป็นจุดแข็งที่ลูกค้าจำได้ ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการ

  • วิเคราะห์จุดแข็ง และจุดอ่อนของแบรนด์ โดยใช้เครื่องมือวิเคราะห์แบรนด์ เช่น SWOT Analysis เพื่อให้เราเข้าใจและ เห็นภาพชัดขึ้นว่าเรายืนอยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับคู่แข่ง
  • สร้างเอกลักษณ์ และทำการตลาดออนไลน์แบบชัดเจน โดยเริ่มจากการดูว่าลูกค้ากำลังมองหาอะไร และสินค้าเราตอบโจทย์ตรงนั้นได้แค่ไหน รวมถึงมีอะไรที่เราทำได้ดีกว่าคนอื่นบ้าง
  • แปลงจุดแข็งเหล่านั้นให้กลายเป็นประสบการณ์ที่คนจดจำได้จริง เช่น ความสะดวก บริการที่เร็วกว่า หรือความพิเศษที่หาไม่ได้จากแบรนด์อื่น

    ดังนั้นการมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน ช่วยให้แบรนด์เป็นที่จดจำ และสร้างความรู้สึกที่ดีต่อใจลูกค้า ซึ่งหลายครั้ง สิ่งที่ทำให้คนเลือกแบรนด์หนึ่งเหนืออีกแบรนด์ ไม่ใช่แค่คุณภาพของสินค้า แต่เป็นประสบการณ์ที่เขาได้รับตั้งแต่แรกเห็นจนถึงหลังซื้อ

3.ใช้เทคโนโลยี และข้อมูลให้ฉลาด

    เพราะทุกวันนี้การทำการตลาดออนไลน์ที่ดีไม่ใช่แค่เรื่องไอเดียสร้างสรรค์ แต่ต้องมีข้อมูลและเทคโนโลยีมาช่วยตัดสินใจยิงแอดได้ถูกจังหวะ หลายเอเจนซี่ที่รับทำตลาดออนไลน์จึงใช้ martech หรือ AI ในการช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า วางแผนการสื่อสารให้แม่นยำขึ้น ยิ่งถ้าแบรนด์มีระบบจัดเก็บข้อมูลที่ดี และเข้าใจเครื่องมือที่ใช้ ก็จะยิ่งวางกลยุทธ์ได้เร็ว และปรับตัวได้ไวทันสถานการณ์ โดยเทคนิคที่นิยมใช้คือ

  • ใช้เครื่องมือวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าในมิติต่างๆ ทั้งจำนวนประชากร ความสนใจ และพฤติกรรมการบริโภค เพื่อพัฒนากลยุทธ์ให้ตรงเป้า
  • นำ AI และ martech มาช่วยประเมินโอกาสทางการตลาด วางแผนแคมเปญให้ตอบโจทย์แต่ละกลุ่มเป้าหมายอย่างตรงจุด และลดการสูญเสียงบประมาณจากการยิงแอดที่ไม่แม่นยำ ซึ่งเป็นเทคนิคที่เอเจนซี่ และทีมที่รับทำการตลาดนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนและวัดผลจริง
  • ใช้ automation เพิ่มความเร็ว และความแม่นยำในกระบวนการทำงาน ลดภาระงานซ้ำซ้อน และช่วยให้เอเจนซี่ที่รับทำตลาดออนไลน์สามารถโฟกัสกับการวางกลยุทธ์ที่สร้างผลลัพธ์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

    การใช้เทคโนโลยีควบคู่กับข้อมูลอย่างมีระบบ ช่วยให้แบรนด์ตัดสินใจด้านการตลาดได้แม่นยำขึ้น ลดความผิดพลาด และตอบสนองความต้องการลูกค้าได้ทัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่เอเจนซี่ทำการตลาดออนไลน์จำนวนมากเลือกใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และช่วยให้แบรนด์ปรับกลยุทธ์ได้ไว

4.สร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า

    ประสบการณ์ระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ คือโอกาสสร้างความประทับใจ และเป็นหัวใจของการสร้างแบรนด์ให้ยั่งยืนไม่ว่าจะเป็นตอนเห็นโฆษณา เข้าไปอ่านคอนเทนต์ หรือได้รับบริการหลังการขาย ประสบการณ์เหล่านี้ล้วนมีผลต่อความรู้สึกของลูกค้า และนี่คือสิ่งที่เอเจนซี่ หรือทีมรับทำตลาดออนไลน์ใช้เป็นหลักคิดในการทำการตลาดออนไลน์อยู่เสมอ ซึ่งตัวอย่างแนวทางที่มักถูกนำมาใช้

  • ออกแบบ customer journey ให้ราบรื่น ด้วยการวิเคราะห์ทุกจุดที่ลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ 
  • สื่อสารด้วยคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ ไม่ใช่แค่ขาย แต่เข้าใจว่าลูกค้าต้องการอะไร และเล่าให้เค้ารู้สึกว่า “นี่แหละ สิ่งที่ตามหา” ซึ่งเป็นเทคนิคที่ทีมรับทำการตลาดเลือกใช้ในการดึงดูดลูกค้า และสร้างยอดขายแบบไม่ต้อง Hard Sell
  • พัฒนาระบบบริการลูกค้าที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการนำเทคโนโลยี และการฝึกอบรมบุคลากรมาใช้อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความพึงพอใจหลังการซื้อ

    โดยจากการสำรวจล่าสุดพบว่า 73% ของผู้บริโภคระบุอย่างชัดเจนว่าประสบการณ์เป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ ในการตัดสินใจซื้อ การมอบประสบการณ์ที่ดี และมีคุณภาพให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น และยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความภักดี และการกลับมาใช้บริการซ้ำ

5.พร้อมรับมือ และปรับตัวให้ทัน

    ในยุคที่พฤติกรรมผู้บริโภค เทคโนโลยี และแพลตฟอร์มต่างๆ เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แบรนด์ที่ปรับตัวได้ไว มักจะได้เปรียบในการแข่งขันเสมอ หลายๆ เอเจนซี่ที่รับทำตลาดออนไลน์จึงเน้นการวางแผนแบบยืดหยุ่น และปรับกลยุทธ์ตามข้อมูล เพื่อให้แบรนด์ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้ทัน และไม่เสียโอกาสสำคัญไป ซึ่งสามารถทำได้โดย

  • ติดตามการเปลี่ยนแปลงของตลาดอย่างใกล้ชิด โดยใช้เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล และแพลตฟอร์มเพื่อติดตามกระแสต่างๆ 
  • เตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤต และโอกาสใหม่ๆ ด้วยการวางแผนกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพ
  • ทดลอง และเรียนรู้จากความผิดพลาดให้รวดเร็ว พร้อมปรับตัว และพัฒนากระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง

    ดังนั้นแบรนด์ที่สามารถปรับตัวได้ไว และใช้ข้อมูลเป็นตัวขับเคลื่อน ย่อมมีโอกาสสร้างความได้เปรียบในตลาด และคว้าโอกาสสำคัญไว้ให้ได้ก่อนคู่แข่ง ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมเอเจนซี่ที่รับทำการตลาดจำนวนมากจึงให้ความสำคัญกับการวางแผนที่ยืดหยุ่น 

6.สร้างพันธมิตรทางธุรกิจ

    หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่เอเจนซี่รับทำตลาดออนไลน์หลายแห่งใช้ นั่นคือการสร้างความร่วมมือกันทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการจับมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์ กับบริษัทเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือแบรนด์ที่มีฐานลูกค้าใกล้เคียงกัน ซึ่งการทำงานร่วมกันแบบนี้ จะช่วยให้ทุกฝ่ายเข้าถึงโอกาสใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพของการทำการตลาดออนไลน์ได้อย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น

  • มองหาพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจที่สามารถส่งเสริมกันได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเชี่ยวชาญ ทรัพยากร หรือกลุ่มเป้าหมายที่ใกล้เคียงกัน 
  • สร้างความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์จริง เช่น การทำแคมเปญร่วม หรือการแชร์ช่องทางสื่อ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับแบรนด์ และเข้าถึงลูกค้าใหม่ได้มากขึ้น
  • สานสัมพันธ์กับพันธมิตรในระยะยาว ด้วยการสื่อสารอย่างสม่ำเสมอ แลกเปลี่ยนไอเดีย และสนับสนุนกันในจังหวะที่สำคัญ เพื่อให้การเติบโตเกิดขึ้นได้ต่อเนื่อง

    การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจที่มีเป้าหมายสอดคล้องกันจึงเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่เอเจนซี่ และทีมรับทำตลาดออนไลน์หลายแห่งนำมาใช้เพื่อช่วยให้แบรนด์ขยายโอกาสทางธุรกิจ ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานได้มากขึ้น เพราะเมื่อมีพาร์ตเนอร์ที่เข้าใจทิศทางร่วมกัน การวางแผนก็จะชัดเจน และเป็นระบบมากขึ้น

7.ลงทุนในการพัฒนาทีม

    ในตลาดที่ต้องแข่งขันทั้งความเร็วและความแม่นยำ การมีทีมที่พร้อมลุยคือหัวใจสำคัญ เอเจนซี่ที่รับทำตลาดออนไลน์จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาทีมที่มีทั้งทักษะลึก ความคิดสร้างสรรค์ และความเข้าใจในเทคโนโลยี เพื่อให้สามารถวางแผนและลงมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นนักวางกลยุทธ์ นักออกแบบ คอนเทนต์ หรือ data analyst ทุกคนต้องทำงานร่วมกันได้ดี เพื่อขับเคลื่อนผลลัพธ์ในโลกที่เปลี่ยนเร็วตลอดเวลา และสามารถทำได้ด้วยการ

  • ส่งเสริมให้ทีมพัฒนาทักษะใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเวิร์กช็อปภายใน คอร์สออนไลน์ หรือการแชร์ความรู้ในทีม
  • เปิดพื้นที่ให้คนในทีมกล้าคิด และกล้าลอง สร้างวัฒนธรรมที่สนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ และการทำงานร่วมกันแบบระดมสมอง
  • ใส่ใจคุณภาพชีวิตของทีม ตั้งแต่สวัสดิการที่ครอบคลุม ไปจนถึงกิจกรรมดูแลสุขภาพ และะกิจกรรมสร้างความสมดุลในชีวิตการทำงาน

    การลงทุนกับบุคลากรของตัวเอง ไม่ใช่แค่ช่วยให้เอเจนซี่ที่รับทำการตลาดออนไลน์ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น แต่เป็นเคล็ดลับที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และความภักดีต่อองค์กรได้อย่างยั่งยืนด้วย เพราะทีมที่มีพลังและมีความสุข จะสร้างงานที่ดี และผลักดันแบรนด์ให้เติบโตต่อไปได้

บทสรุป

    ในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และมีการแข่งขันสูง การนำกลยุทธ์ที่เหมาะสมไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้แบรนด์ประสบความสำเร็จได้ในตลาดยุคนี้ ไม่ว่าคุณจะทำงานกัเอเจนซี่ที่รับทำการตลาด, ทีมรับทำตลาดออนไลน์ หรือมีทีมที่ดูแลการตลาดของเอง การเข้าใจโจทย์ของแบรนด์ตัวเองให้ชัด และเลือกใช้แนวทางที่เหมาะกับสถานการณ์จริง จะช่วยให้คุณวางแผนทำการตลาดออนไลน์ได้แม่นยำ และต่อยอดไปได้มากกว่าเดิมแน่นอน

 
ความรู้การตลาดที่ Unicronet แนะนำ

หากคุณเป็นคนที่เพิ่งเริ่มทำความเข้าใจเรื่อง “เอเจนซี่” และอยากรู้ว่าในแต่ละยุคสมัยมีการเปลี่ยนผ่านอย่างไร ลองอ่านบทความนี้เพิ่มเติม เพื่อเห็นภาพชัดเจนว่า เพราะอะไรเอเจนซี่ในยุคดิจิทัลถึงต้องปรับกลยุทธ์ให้ทันเกมการแข่งขัน และทำไมการวางแผนอย่างมีกลยุทธ์จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกแบรนด์ในปัจจุบัน

🔗 ย้อนรอยความหมาย “เอเจนซี่” จากจุดเริ่มต้นถึงยุคดิจิทัล

หากคุณกำลังมองหาที่ปรึกษาและทีมรับทำการตลาด เอเจนซี่โฆษณา สร้างยอดขายทะลุเป้าแบบก้าวกระโดด ติดต่อเราเพื่อให้ธุรกิจของคุณไปสู่เป้าหมายที่ใฝ่ฝัน

ติดต่อรับคำปรึกษาฟรี !!!

Tel : 094-616-3651

Line OA : @unicronet

#Unicronet #PerformanceMarketing #digital agency #เอเจนซี่โฆษณา #Marketing agency #ทำการตลาดออนไลน์ #Content marketing

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจอื่นๆของเรา

เคยสงสัยไหมครับว่าทำไม ยิ่งเราทุ่มเทแรงกายแรงใจผลิตคอนเทนต์ลงเพจมากเท่าไหร่ แต่บางครั้งยอดคนเห็นกลับดิ่งลงเรื่อยๆ จนน่าใจหาย หลายธุรกิจในปัจจุบันกำลังติดอยู่ในวังวนของการแข่งขันกับความเร็ว แล้วเชื่อว่ากุญแจสำคัญในการทำออนไลน์คือความถี่ในการนำเสนอ จนมองหาคนมารับทำการตลาดที่สัญญาว่าจะโพสต์ให้ได้วันละหลายๆ คอนเทนต์ แต่สุดท้ายผลลัพธ์กลับกลายเป็นความเงียบเหงาที่ไม่มีใครตอบรับ เพจเริ่มเงียบ ยอดขายเริ่มนิ่ง ทั้งที่ทีมงานขยันอัปเดตข้อมูลแทบจะทุกชั่วโมง ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของระบบเพียงอย่างเดียวหรอกครับ แต่เกิดจากเส้นผมบังภูเขาที่คนทำธุรกิจส่วนใหญ่มักมองข้ามไปต่างหาก สิ่งที่ผมเจอบ่อยเวลาพูดคุยกับลูกค้าที่เข้ามาปรึกษาเรื่องการทำการตลาดออนไลน์ คือความกังวลใจเรื่องเมทริกซ์หลังบ้านที่ดูไม่สอดคล้องกับความตั้งใจ บางบริษัทถึงขั้นเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ดูแลมาแล้วหลายคนเพราะแก้ปัญหายอดการมองเห็นไม่ได้ ในฐานะคนที่คลุกคลีอยู่ในเอเจนซี่มาหลายปี ผมบอกได้เลยว่านี่คือ Pain Point คลาสสิกที่แบรนด์ส่วนใหญ่ต้องเผชิญ และมุมมองของคนทำงานในเอเจนซี่โฆษณาอย่างพวกผม มักจะเริ่มต้นแก้ไขปัญหานี้ด้วยการกลับไปรื้อข้อมูลดิบมาวิเคราะห์อย่างละเอียด เพราะความจริงที่โหดร้ายในโลกดิจิทัลจริงๆ ก็คือการสาดคอนเทนต์ลงไปปริมาณมากๆ ไม่ได้แปลว่าอัลกอริทึ่มจะฟีดเนื้อหาของคุณให้ผู้คนเห็นมากขึ้น ในหลายครั้งมันกลับส่งผลเชิงลบ ทำลายประสิทธิภาพของเพจด้วยซ้ำไป วันนี้ผมจะพาทุกคนมาเจาะลึกเบื้องหลังการทำงานของระบบอย่างตรงไปตรงมา ว่าทำไมกลยุทธ์การโพสต์บ่อยจึงไม่ใช่สูตรสำเร็จอีกต่อไป และเราควรต้องปรับตัวชี้วัดอะไรบ้างก่อนที่จะตัดสินใจปรับเปลี่ยนทิศทางคอนเทนต์บนพื้นที่ออนไลน์ของคุณ โพสต์ถี่ ทำไม Reach กลับลดลง หลายธุรกิจเข้าใจผิดว่าจำนวนเนื้อหาแปรผันตรงกับยอดการมองเห็น โดยคิดเอาเองว่ายิ่งสร้างทางเลือกให้ผู้บริโภคมากเท่าไหร่ โอกาสที่กลุ่มเป้าหมายจะเลื่อนฟีดมาเจอก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมีระบบคัดกรองที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก การทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของตัวเลขเหล่านี้จึงเป็นด่านแรกที่คนทำธุรกิจต้องเรียนรู้ Reach และ Engagement ต่างกันอย่างไร เวลาวิเคราะห์เพจ ผมมักเริ่มจากการปรับความเข้าใจเรื่องฐานรากของสองคำนี้ใหม่เสมอ เพื่อให้เห็นภาพตรงกัน Reach คือจำนวน “คน” หรือบัญชีผู้ใช้งานที่ไม่ซ้ำกัน ซึ่งมีโอกาสมองเห็นโพสต์ของคุณอย่างน้อยหนึ่งครั้ง […]

หลายๆ คนที่ยิงแอด อาจจะเคยเจอปัญหาแบบนี้กันใช่ไหมครับ? ที่ยิงแอดไปก็ค่าคลิกแพงขึ้นทุกวันแต่ยอดโอนกลับนิ่งสนิท หรือบางทีหน้าแดชบอร์ดก็โชว์ว่าคนทักอินบ็อกซ์มารัวๆ แต่พอเอาเข้าจริง ทีมเซลส์กลับปิดการขายไม่ได้เลยสักออเดอร์ พอเห็นตัวเลข ROAS (Return on Ad Spend) ค่อยๆ ร่วงลงเรื่อยๆ หลายคนก็เริ่มถอดใจ แล้วหันไปโทษว่าแพลตฟอร์มปรับอัลกอริทึมบ้างล่ะ หรือคู่แข่งในตลาดตัดราคาบ้างล่ะ แต่เอาจริงๆ นะครับ จากประสบการณ์ที่ผมขลุกอยู่กับหลังบ้านของลูกค้ามาหลายปี ผมพบว่าปัญหาใหญ่มันไม่ได้เกิดจากระบบของ Facebook หรือ Google เลยครับ แต่มันเกิดจาก “ความเชื่อผิด ๆ” ที่ฝังหัวเจ้าของธุรกิจหลายคนต่างหาก ซึ่งในตอนที่ลูกค้าตัดสินใจเข้ามาปรึกษาทีมรับทำการตลาด สิ่งแรกที่ผม และทีมมักจะทำ ไม่ใช่การรีบเปิดคอมพิวเตอร์แล้วกดสร้างแคมเปญใหม่ให้ทันทีนะครับ แต่เราต้องมานั่งจับเข่าคุยเพื่อเคลียร์วิธีคิดกันใหม่ก่อนเลย และนี่คือ 5 ความเชื่อสุดคลาสสิกที่ผมเจอซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นความเชื่อที่ทำให้หลายธุรกิจต้องยอมจ่ายเงินทิ้งไปฟรีๆ ซึ่งผมอยากเอามาแชร์ให้ทุกคนลองเช็กตัวเองดูครับว่า เรากำลังเผลอทำสิ่งเหล่านี้อยู่หรือเปล่า ใช้เครื่องมือเดียวกัน แต่ทำไมผลลัพธ์ถึงต่างกัน  ลองนึกภาพตามผมนะครับ สมมุติว่ามีธุรกิจ A กับธุรกิจ B ขายสินค้าประเภทเดียวกันเป๊ะ กลุ่มลูกค้าก็คล้ายๆ กัน แถมยังใช้ฟีเจอร์ยิงแอดในระบบเดียวกันทุกปุ่ม แต่ทำไมผลลัพธ์ตอนสิ้นเดือนถึงได้ออกมาต่างกันราวฟ้ากับเหว? หลายคนอาจจะคิดว่า อ๋อ […]

เวลาที่ยอดขายเริ่มนิ่งหรือกราฟรายได้ไม่วิ่งตามเป้าหมาย สิ่งแรกที่เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่มักจะนึกถึงคือการเพิ่มงบประมาณโฆษณา หรือพยายามหาช่องทางใหม่ๆ เพื่อดึงดูดลูกค้าให้มากขึ้นใช่ไหมครับ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเลยล่ะ เพราะในยุคนี้ใครๆ ก็อยากเข้าถึงผู้บริโภคให้ได้เร็วที่สุดกันทั้งนั้น แต่สิ่งที่ผมเจอบ่อยมากจากการทำงานเบื้องหลังแคมเปญต่างๆ คือ หลายครั้งธุรกิจทุ่มเทแรงกาย และเม็ดเงินไปแต่ผลลัพธ์กลับไม่สะท้อนกลับมาเป็นยอดขายอย่างที่ควรจะเป็น เพราะปัญหาหลักของการทำการตลาดออนไลน์ที่ไม่เห็นผล ส่วนใหญ่มักไม่ได้เกิดจากการตั้งค่าแคมเปญที่ไม่ดี หรือการทำรูปภาพโฆษณาที่ไม่สวยงามหรอกนะครับ แต่บ่อยครั้งมันเกิดจากพื้นฐานของธุรกิจเรายังไม่พร้อมสำหรับการขยายผลบนโลกออนไลน์ต่างหาก การรีบอัดฉีดเงินโฆษณาโดยที่โครงสร้างหลังบ้านยังมีจุดสะดุด ก็เปรียบเสมือนการเติมน้ำลงในถังที่มีรอยรั่ว ต่อให้คุณพยายามหาน้ำมาเติมมากแค่ไหน สุดท้ายมันก็จะค่อยๆ ซึมหายไปอยู่ดีครับ ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจทุ่มงบก้อนใหญ่ หรือเริ่มมองหาทีมงานมารับทำการตลาดให้ ผมอยากชวนทุกคนมาลองถอยหลังมาหนึ่งก้าว แล้วทำการ “X-Ray” ธุรกิจของตัวเองอย่างละเอียดดูสักครั้งครับ การกลับมาทบทวนรากฐานเหล่านี้ไม่ใช่การจับผิดใคร แต่เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่ออุดรอยรั่ว และทำให้มั่นใจว่าทุกงบประมาณในการทำการตลาดออนไลน์ของคุณ จะถูกนำไปใช้เพื่อสร้างการเติบโตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด 5 จุด X-Ray เช็คโครงสร้างก่อนเริ่มการตลาดออนไลน์ การตรวจสอบโครงสร้างของธุรกิจก่อนเริ่มยิงโฆษณา คือขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมได้ชัดเจนขึ้นครับ ว่าระบบหลังบ้านของเราพร้อมที่จะรับมือกับลูกค้า และงบประมาณที่จะจ่ายไปแล้วหรือยัง เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าเวลาเอเจนซี่โฆษณารับบรีฟงานมา เรามองหาอะไรบ้าง นี่คือ 5 เช็คลิสต์สำคัญที่ผมมักจะใช้สแกนหาจุดอ่อนของธุรกิจ ซึ่งไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจบริการ ขายสินค้า B2B หรือ B2C ก็สามารถนำโครงสร้างนี้ไปวิเคราะห์ธุรกิจตัวเองได้เลยครับ รู้จักกลุ่มเป้าหมายจริงหรือยัง? หนึ่งในความท้าทายที่ผมมักจะพบเวลาเริ่มโปรเจกต์ใหม่ คือการระบุตัวตนของลูกค้าครับ หลายธุรกิจมีความตั้งใจที่ดีที่อยากจะมอบสินค้าให้กับทุกคน จึงกำหนดกลุ่มเป้าหมายไว้กว้างมากๆ แต่ในเชิงการทำงานจริง […]

ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่กำลังเจอปัญหายอดขายไม่ขยับ และเริ่มตั้งคำถามว่าทำไมโพสต์คอนเทนต์ไปแล้วคนเห็นน้อยลง หรือยิงโฆษณาไปตั้งเยอะทำไมค่าใช้จ่ายสูงขึ้นแต่ยอดขายเท่าเดิม ผมบอกเลยว่าคุณไม่ได้เผชิญปัญหานี้อยู่คนเดียวครับ จากประสบการณ์ที่ผมทำงานในฝั่งเอเจนซี่โฆษณามาหลายปี ผมเจอลูกค้าที่เข้ามาปรึกษาด้วยปัญหานี้แทบทุกวัน เพราะโลกของการทำการตลาดออนไลน์เปลี่ยนแปลงเร็วมาก อัลกอริทึมปรับตัวตลอดเวลา จนหลายๆ แบรนด์พยายามหาคำตอบว่าตกลงแล้วกลยุทธ์แบบ Organic ที่เน้นสร้างคอนเทนต์ให้โตตามธรรมชาติ หรือกลยุทธ์แบบ Paid ที่เน้นจ่ายเงินซื้อโฆษณา แบบไหนให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่ากัน วันนี้ผมเลยอยากมาแชร์ประสบการณ์ และวิธีคิดจากคนทำงานจริง มาดูกันว่าในมุมมองของผู้ให้บริการรับทำการตลาดเราวางกลยุทธ์เรื่องนี้กันอย่างไร และบริษัทเอเจนซี่โฆษณาชั้นนำมีวิธีตัดสินใจเลือกใช้เครื่องมือเหล่านี้เพื่อขยายธุรกิจให้ลูกค้ากันแบบไหนบ้างครับ Organic vs Paid ความจริงที่ไม่มีใครเคยบอก เวลาเราวางแผนกลยุทธ์ เราจะไม่มองแค่ว่าอันไหนเสียเงินหรืออันไหนฟรี แต่วิธีที่เอเจนซี่โฆษณามองเครื่องมือสองตัวนี้ คือการมองถึงหน้าที่ของมันในการเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายครับ Organic ไม่ได้ฟรีอย่างที่คิด หลายคนมักเข้าใจว่า Organic คือการทำรูปหรือวิดีโอโพสต์ลงเพจโดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณา และถือว่าทำได้ฟรี แต่ในมุมของการทำการตลาดออนไลน์เชิงลึก Organic คือการปูรากฐานความน่าเชื่อถือครับ มันคือการสร้างคอมมูนิตี้ให้คนรู้สึกผูกพันกับแบรนด์ ผมมักจะบอกลูกค้าเสมอว่า Organic ไม่ได้ฟรีจริงหรอกครับ เพราะเบื้องหลังคอนเทนต์ที่คนแชร์เยอะๆ มันแลกมาด้วยเวลา และต้นทุนในการผลิตมหาศาล ทั้งค่าตัวทีมงาน กราฟิก และทีมรับทำการตลาดที่ต้องมาวิเคราะห์เทรนด์ ดังนั้น Organic จึงเป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างความเชื่อใจให้กับแบรนด์ต่างหากครับ Paid ไม่ใช่สูตรสำเร็จการันตียอด ในทางกลับกัน Paid Social […]