เอเจนซี่

สรุปชัดจากเอเจนซี่ AI อ่านพฤติกรรมลูกค้าได้ดีกว่าคนจริงไหม

Table of Contents

     ผมเชื่อว่าในแวดวงคนทำงานเอเจนซี่ ช่วง 2-3 ปีมานี้ ไม่มีหัวข้อไหนจะร้อนแรงไปกว่าเรื่องของ AI อีกแล้วครับ ซึ่งคำถามที่ผมมักจะโดนลูกค้าถามอยู่บ่อยๆ เวลาไปพรีเซนต์งาน หรือแม้แต่คุยกันในวงกาแฟก็คือ “ตกลงตอนนี้ AI มันเก่งกว่าคนแล้วจริงๆ เหรอ?” 

     ผมในฐานะคนที่คลุกคลีอยู่กับงานรับทำการตลาดมานาน เห็นการเปลี่ยนผ่านมาจนถึงยุค Data-Driven ขอเรียนตามตรงเลยว่า คำตอบของเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” ครับ แต่มันมีมิติที่ลึกซึ้งกว่านั้นมาก โดยเฉพาะในเรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่าง “การอ่านใจลูกค้า”

     วันนี้ผมเลยอยากจะมาชำแหละประเด็นนี้ให้ฟังกันชัดๆ แบบไม่มีกั๊ก ในมุมมองของคนที่ใช้งานจริง เจ็บจริง และเห็นผลลัพธ์จริง ว่าสรุปแล้วในสมรภูมิการทำการตลาดออนไลน์ AI คือเทพเจ้าองค์ใหม่ หรือเป็นแค่เครื่องมือที่ยังไงก็ขาดมนุษย์ไม่ได้กันแน่

ถอดรหัส AI อ่านพฤติกรรมลูกค้าด้วยวิธีไหน?

     ซึ่งก่อนจะไปตัดสินว่าใครเก่งกว่ากัน อยากให้ลองทำความเข้าใจกลไกการอ่านใจที่แตกต่างกันก่อนครับ เพราะในขณะที่มนุษย์เรามักใช้ความรู้สึก และประสบการณ์ส่วนตัวในการตัดสินใจ แต่ AI จะเลือกใช้สิ่งที่จับต้องได้ และแม่นยำกว่า นั่นคือ Pattern และ Data นั่นเองครับ

     และด้วยความสามารถในการประมวลผลข้อมูลมหาศาลนี้เอง ที่เข้ามาพลิกโฉมโลกการตลาดยุคใหม่ ทำให้เราไม่ต้องมานั่งเดาใจลูกค้ากันอีกต่อไป แต่สามารถหยิบ AI เข้ามาช่วยเจาะลึกใน 3 ด้านหลักที่ทรงพลังสุดๆ ได้แก่

Predictive Analytics

     คือการใช้เทคนิคการวิเคราะห์เพื่อคาดการณ์อนาคต ด้วยการใช้ข้อมูลพฤติกรรมในอดีตมหาศาลมาประมวลผลเพื่อบอกเราว่า “ลูกค้าคนนี้มีแนวโน้มจะซื้ออะไรเป็นชิ้นต่อไป” แบบ Real-time ซึ่งความแม่นยำตรงนี้ช่วยให้เอเจนซี่โฆษณาสามารถวางแผนยิงโฆษณาได้ถูกจังหวะเป๊ะๆ เหมือนรู้ใจเลยครับ

Sentiment Analysis

     หรือการวิเคราะห์ความรู้สึกจากข้อความบนโซเชียลมีเดีย สำหรับผมนี่คือสิ่งที่น่าทึ่งมากเลยครับ เพราะผมไม่คิดว่า AI จะสามารถแยกแยะได้ว่า รีวิวที่ลูกค้าพิมพ์มาเนี่ย เป็นการพิมในเชิงบวก เชิงลบ หรือเฉยๆ ได้ ทำให้แบรนด์รู้ทันทีว่ากระแสสังคมตอนนี้เป็นอย่างไร

Customer Segmentation 

     หรือแบ่งกลุ่มเป้าหมายแบบละเอียด สมัยก่อนเราอาจจะแบ่งลูกค้าแค่ เพศ อายุ ที่อยู่ แต่ในการทำการตลาดออนไลน์ด้วย AI เราทำได้ลึกกว่านั้นครับ เพราะระบบสามารถจัดกลุ่มลูกค้าอัตโนมัติจากพฤติกรรมที่ซับซ้อนได ทำให้ทีมรับทำการตลาดสามารถเสิร์ฟคอนเทนต์แบบ Personalization ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ทำด้วยมือไม่ไหวแน่นอน

—————————————————————————————————-

บทความแนะนำโดย Unicronet

และนอกจากการใช้ AI ช่วยแบ่งกลุ่มเป้าหมายแล้ว อีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณอ่านใจลูกค้าได้ขาด และผลิตคอนเทนต์ได้ตรงใจพวกเขาที่สุด คือการใช้เครื่องมือ Social Listening เข้ามาช่วยวิเคราะห์ครับ รายละเอียดทั้งหมดเรารวบรวมไว้ให้แล้วที่นี่

🔗 เจาะลึก Social Listening คืออะไร? คู่มือสร้างคอนเทนต์ที่ใช่ โดนใจลูกค้า

มนุษย์กับ AI ใครยืนหนึ่งเรื่องข้อมูล

     ถ้าพูดกันถึงเรื่องพลังการประมวลผลข้อมูล ผมบอกเลยครับว่างานนี้มนุษย์เราแพ้ราบคาบ ยิ่งในฐานะที่ผมบริหารเอเจนซี่ที่รับทำการตลาด และต้องคอยวิเคราะห์ Data Report จำนวนมหาศาลอยู่ทุกวัน มันยิ่งทำให้ผมเห็นความแตกต่างของประสิทธิภาพที่ชัดเจนมากครับ

ความเร็ว และปริมาณ

     AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลธุรกรรมเป็นล้านๆ รายการได้ในเสี้ยววินาทีครับ ในขณะที่ทีมงานมนุษย์อาจต้องใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะทำ Report สรุปพฤติกรรมลูกค้าออกมาได้สักชิ้น การจะรับทำการตลาดในยุคที่แข่งกันด้วยความเร็วนั้น AI จึงได้เปรียบในการกวาดข้อมูลดิบมาเปลี่ยนเป็น Insight มากกว่า

ความแม่นยำในข้อมูลเชิงลึก 

     เวลาเราต้องการหาความสัมพันธ์ของข้อมูลที่ซับซ้อน เช่น “คนซื้อผ้าอ้อมมักจะซื้อเบียร์ด้วยในคืนวันศุกร์” มนุษย์อาจจะมองไม่เห็น Pattern แปลกๆ พวกนี้หรอกครับ แต่ AI มันเห็นครับ ทำให้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกมีความแม่นยำสูงมาก ซึ่งจุดนี้แหละที่ช่วยให้เอเจนซี่โฆษณาอย่างเราลดงบประมาณที่สูญเปล่าไปได้เยอะเลย

เมื่อ AI ปะทะพฤติกรรมคนไทยในสนามจริง

     หลายคนอาจจะแย้งว่า “นั่นมันก็แค่ข้อมูลทางทฤษฎีรึเปล่า” ผมเลยจะขอหยิบยกเคสแบรนด์ไทยที่ได้ให้เอเจนซี่โฆษณาลองใช้ AI ทำการตลาดออนไลน์ และนำมาใช้ในด้านการดูแลลูกค้าแล้วได้ผลจริง มาเล่าให้ฟังครับ

กรณีศึกษา 

     “มะลิ” ของ TRUE นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดครับ เพราะ AI ที่ชื่อ “มะลิ” ของค่ายทรู สามารถจัดการเคสลูกค้าได้ถึง 2 ล้านเคสต่อเดือนเลยล่ะครับ คุณลองจินตนาการดูสิครับว่าถ้าต้องใช้คนรับสาย 2 ล้านสาย ต้องใช้พนักงานกี่พันคนกัน? ที่สำคัญคือความพึงพอใจของลูกค้าหลังจากการได้ติดต่อกับมะลิเนี่ย สูงกว่ามาตรฐานโลกถึง 90% และแก้ปัญหาได้จบโดยไม่ต้องส่งต่อให้มนุษย์เลยด้วยซ้ำ

     แต่เหรียญมีสองด้านเสมอครับ เพราะมีข้อมูลจากหอการค้าไทยที่อ้างอิงรายงานของ McKinsey ที่น่าสนใจมากครับ เขาบอกว่า AI ช่วยให้ “พนักงานใหม่” ทำงานได้ดีขึ้น มี Resolution rate เพิ่มขึ้นได้ถึง 35% เลยครับ แต่สำหรับ “พนักงานเก่าที่เก่งอยู่แล้ว” AI กลับไม่ได้ช่วยให้ทำงานดีขึ้นเท่าไหร่ เผลอๆ มนุษย์เก๋าเกมทำงานได้ดีกว่าโดยไม่ต้องพึ่ง AI ด้วยซ้ำ ตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่า ประสบการณ์ของคนทำงานเอเจนซี่โฆษณาที่ทำการตลาดออนไลน์มาหลายรูปแบบก็ยังมีความสำคัญอยู่ครับ

อุปสรรคของความเป็น AI 

     อ่านมาถึงตรงนี้ เหมือน AI จะเป็นฝ่ายชนะเราไปแล้วใช่ไหมครับ? แต่ในโลกของการทำงานจริง โดยเฉพาะในฐานะที่ผมทำเอเจนซี่โฆษณาที่ทำการตลาดออนไลน์อยู่ และต้องรับมือกับกระแสดราม่าที่ซับซ้อนบนโลกออนไลน์อยู่เสมอ ผมพบว่า AI ยังมีจุดอ่อนที่ใหญ่มาก และเป็นช่องว่างสำคัญที่ทำให้มนุษย์ยังเหนือชั้นกว่าครับ

กับดักความประชดประชัน

     ภาษาไทยดิ้นได้ครับ และนี่คือฝันร้ายของ AI บ่อยครั้งที่ AI ตีความผิดมหันต์ เช่น ลูกค้าพิมพ์ว่า “ส่งของเร็วมากกกก สั่งปีนี้ได้ปีหน้า” AI อาจจะจับ keyword คำว่า “เร็วมาก” แล้วตีความเป็น Positive ทันที ทั้งที่จริงๆ ลูกค้ากำลังด่ายับเลยครับ ดังนั้นการรับทำการตลาดที่พึ่งพาแต่ AI Report โดยไม่อ่านบริบท อาจทำให้แบรนด์เข้าใจผิดว่าตัวเองทำดีแล้ว ทั้งที่ทัวร์กำลังจะลงก็ได้ครับ

บริบททางวัฒนธรรม และภาษาถิ่น

     AI ส่วนใหญ่ถูกเทรนมาด้วยภาษาอังกฤษครับ พอมาเจอภาษาไทยที่มีสแลง มีภาษาวัยรุ่น หรือบริบทท้องถิ่น ถ้าโมเดลไม่ได้ถูกฝึกมาเฉพาะความแม่นยำจะต่ำเตี้ยเรี่ยดินทันทีครับ ซึ่งจริงๆ แล้วมีงานวิจัยในไทยชี้ชัดด้วยนะครับว่า แม้แต่โมเดลการแพทย์อย่าง Suandok Model ก็ยังต้องมีการปรับบริบทให้เข้ากับคนไทยก่อนด้วย ถึงจะใช้งานได้จริง

อคติที่ซ่อนอยู่ 

     ทุกคนอาจจะไม่รู้ แต่ AI ไม่ได้เป็นกลางเสมอไปครับ เพราะมันเรียนรู้จากข้อมูลที่มนุษย์ป้อนให้เท่านั้น ถ้าข้อมูลชุดนั้นมีความลำเอียง AI ก็จะลำเอียงตามไปด้วยครับ ตัวอย่าง เช่น Amazon ที่เคยต้องยกเลิกการใช้ AI คัดเลือกพนักงาน เพราะมันมี Bias เรื่องเพศในการไม่เลือกผู้หญิง ซึ่งสิ่งนี้อันตรายมากในการทำการตลาดออนไลน์เพราะอาจทำให้แบรนด์ หรือเอเจนซี่โฆษณา และทีมรับทำการตลาดเผลอเลือกปฏิบัติกับลูกค้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยไม่รู้ตัว

ความเห็นอกเห็นใจ

     เป็นสิ่งที่ AI ยังไงก็เลียนแบบมนุษย์ไม่ได้ครับ เวลาลูกค้าโกรธ หรือเสียใจ เขาต้องการคนที่เข้าใจ และ รับฟังไม่ใช่คำตอบแข็งทื่อที่ถูกต้องตามข้อเท็จจริง ดังนั้นลูกค้ามักจะตัดบทสนทนาทันทีถ้ารู้ว่ากำลังคุยกับบอทในเรื่องที่ละเอียดอ่อนอยู่

บทสรุป

     สรุปแล้ว AI อ่านพฤติกรรมลูกค้าได้ดีกว่าคนจริงไหม? คำตอบของผมคือ AI ทำได้ดีกว่าในเชิงการค้นหาข้อมูล และการประมวลผล แต่ยังเป็นรองมนุษย์ในเชิงคุณภาพของความรู้สึก และความเข้าใจบริบทอยู่ดีครับ

     ในฐานะเอเจนซี่โฆษณา ที่รับทำการตลาด และต้องรับผิดชอบงบประมาณก้อนโตของลูกค้า ผมมองว่าทางออกที่ดีที่สุดไม่ใช่การเลือกฝั่งใดฝั่งหนึ่งหรอกครับ แต่คือการบริหารงานในรูปแบบที่สามารถดึงจุดเด่นของทั้งคู่มาใช้ได้มากกว่าครับ

ใช้ AI เป็นผู้ช่วยภาคปฏิบัติ

     ให้รับผิดชอบงานเชิงเทคนิคที่ต้องทำซ้ำๆ งานวิเคราะห์ข้อมูลดิบจำนวนมหาศาล หรืองานคัดกรองกลุ่มเป้าหมายเบื้องต้น เพื่อเน้นความรวดเร็ว และความคุ้มค่าของต้นทุนในการทำการตลาดออนไลน์

ใช้มนุษย์กำกับทิศทาง

     ให้รับผิดชอบงานวางกลยุทธ์ทำการตลาดออนไลน์หลัก การบริหารจัดการภาวะวิกฤต และการตัดสินใจในจุดที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อน หรือในสถานการณ์ที่ลูกค้าต้องการความเข้าอกเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เพราะสิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักเสมอคือ ลูกค้าคือมนุษย์ที่มีความรู้สึกซับซ้อนครับ หากเราปล่อยให้ AI ตอบโต้โดยขาดความเข้าใจในบริบท หรือตอบกลับไปไม่ตรงกับระดับอารมณ์ของลูกค้าในขณะนั้น ก็อาจสร้างความไม่พอใจ และกลายเป็นความเสี่ยงที่สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของแบรนด์ได้เช่นกันครับ

 

—————————-
หากคุณกำลังมองหาที่ปรึกษาและทีมรับทำการตลาด เอเจนซี่โฆษณา สร้างยอดขายทะลุเป้าแบบก้าวกระโดด ติดต่อเราเพื่อให้ธุรกิจของคุณไปสู่เป้าหมายที่ใฝ่ฝัน

ติดต่อรับคำปรึกษาฟรี !!!

Tel : 094-616-3651

Line OA : @unicronet

#Unicronet #PerformanceMarketing #digital agency #เอเจนซี่โฆษณา #Marketing agency #ทำการตลาดออนไลน์ #Content marketing

agency #เอเจนซี่โฆษณา #Marketing agency #ทำการตลาดออนไลน์ #Content marketing

ผู้เขียนบทความ

นิค (ขาวดำ)

ชญานิศ จิตรีปลื้ม (นิก)

     Founder of Unicronet Agency และ Right Lane Academy ที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิทัลที่เชื่อว่าทุกกลยุทธ์ต้องวัดผลได้จริง ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปีในการทำงานร่วมกับแบรนด์ชั้นนำ มีความเชี่ยวชาญในการใช้ AI และ Martech เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจที่ชัดเจน และจับต้องได้

     (Digital Marketing Strategy ) ประสบการณ์วางแผนกลยุทธ์ทางด้าน Digital Marketing โดยเฉพาะ Online Platform ยอดนิยม เช่น Facebook ads , Google ads , SEO , Tiktok , Line , Youtube , Marketplace Ads มากกว่า 500+ Campaign

     (Digital Media Tools ) ประสบการณ์ด้าน Consult เทคนิคเชิงลึกสำหรับ Digital Media Tools เพื่อให้ทุกงบการลงทุนโฆษณาคุ้มค่ามากที่สุด อาทิเช่น การเพิ่ม Conversion ให้ธุรกิจ , เทคนิค ทำอย่างไรให้ CPA ราคาถูกลง , มีคนทักเยอะ ไม่มีคุณภาพ ปิดการขายไม่ได้ , สินค้าเสี่ยง Policy พร้อมเทคนิคการยิงแอดยังไงให้ไม่โดน Reject

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจอื่นๆของเรา

ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่กำลังเจอปัญหายอดขายไม่ขยับ และเริ่มตั้งคำถามว่าทำไมโพสต์คอนเทนต์ไปแล้วคนเห็นน้อยลง หรือยิงโฆษณาไปตั้งเยอะทำไมค่าใช้จ่ายสูงขึ้นแต่ยอดขายเท่าเดิม ผมบอกเลยว่าคุณไม่ได้เผชิญปัญหานี้อยู่คนเดียวครับ จากประสบการณ์ที่ผมทำงานในฝั่งเอเจนซี่โฆษณามาหลายปี ผมเจอลูกค้าที่เข้ามาปรึกษาด้วยปัญหานี้แทบทุกวัน เพราะโลกของการทำการตลาดออนไลน์เปลี่ยนแปลงเร็วมาก อัลกอริทึมปรับตัวตลอดเวลา จนหลายๆ แบรนด์พยายามหาคำตอบว่าตกลงแล้วกลยุทธ์แบบ Organic ที่เน้นสร้างคอนเทนต์ให้โตตามธรรมชาติ หรือกลยุทธ์แบบ Paid ที่เน้นจ่ายเงินซื้อโฆษณา แบบไหนให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่ากัน วันนี้ผมเลยอยากมาแชร์ประสบการณ์ และวิธีคิดจากคนทำงานจริง มาดูกันว่าในมุมมองของผู้ให้บริการรับทำการตลาดเราวางกลยุทธ์เรื่องนี้กันอย่างไร และบริษัทเอเจนซี่โฆษณาชั้นนำมีวิธีตัดสินใจเลือกใช้เครื่องมือเหล่านี้เพื่อขยายธุรกิจให้ลูกค้ากันแบบไหนบ้างครับ Organic vs Paid ความจริงที่ไม่มีใครเคยบอก เวลาเราวางแผนกลยุทธ์ เราจะไม่มองแค่ว่าอันไหนเสียเงินหรืออันไหนฟรี แต่วิธีที่เอเจนซี่โฆษณามองเครื่องมือสองตัวนี้ คือการมองถึงหน้าที่ของมันในการเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายครับ Organic ไม่ได้ฟรีอย่างที่คิด หลายคนมักเข้าใจว่า Organic คือการทำรูปหรือวิดีโอโพสต์ลงเพจโดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณา และถือว่าทำได้ฟรี แต่ในมุมของการทำการตลาดออนไลน์เชิงลึก Organic คือการปูรากฐานความน่าเชื่อถือครับ มันคือการสร้างคอมมูนิตี้ให้คนรู้สึกผูกพันกับแบรนด์ ผมมักจะบอกลูกค้าเสมอว่า Organic ไม่ได้ฟรีจริงหรอกครับ เพราะเบื้องหลังคอนเทนต์ที่คนแชร์เยอะๆ มันแลกมาด้วยเวลา และต้นทุนในการผลิตมหาศาล ทั้งค่าตัวทีมงาน กราฟิก และทีมรับทำการตลาดที่ต้องมาวิเคราะห์เทรนด์ ดังนั้น Organic จึงเป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างความเชื่อใจให้กับแบรนด์ต่างหากครับ Paid ไม่ใช่สูตรสำเร็จการันตียอด ในทางกลับกัน Paid Social […]

เอเจนซี่โฆษณา

เวลาที่ผมมีโอกาสได้นั่งคุยแลกเปลี่ยนมุมมองกับเจ้าของธุรกิจ หลายท่านมักจะแชร์ความหนักใจเรื่องหนึ่งให้ฟังอยู่เสมอครับ นั่นคือช่วงเวลาที่ธุรกิจเติบโตจนถึงจุดที่ต้องมองหาทีมงานภายนอกเข้ามาช่วยดูแลแบรนด์ แต่พอเริ่มเปิดรับข้อเสนอจากเอเจนซี่โฆษณาแต่ละที่ สิ่งที่มักจะสร้างความสับสนคือตัวเลขในใบเสนอราคาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง บางที่เสนอราคามาหลักหมื่นต้น ๆ ในขณะที่บางที่อาจจะขยับไปถึงหลักแสนหรือหลักล้าน ด้วยความที่ตัวเลขมันห่างกันขนาดนี้ จึงเป็นเรื่องปกติมากครับที่เราไปมองหาตัวเลือกที่ช่วยประหยัดต้นทุนได้มากที่สุดไว้ก่อน แต่จากมุมมองของคนที่ทำงานเบื้องหลังในวงการนี้มาหลายปี ผมอยากลองแชร์ให้ฟังว่า การใช้เรื่องของราคาเป็นตัวตั้งเพียงอย่างเดียว อาจจะทำให้เรามองข้ามมิติอื่น ๆ ที่สำคัญกว่าไปอย่างน่าเสียดายครับ เพราะการทำการตลาดออนไลน์ในยุคที่ข้อมูล และอัลกอริทึมเปลี่ยนกันแทบจะรายวัน มันไม่ใช่แค่การจ้างคนรับทำการตลาดมาผลิตคอนเทนต์ หรือกดปุ่มรันแคมเปญให้จบไป แต่มันคือการซื้อสมอง ซื้อเวลา และซื้อความเชี่ยวชาญของคนทำงานต่างหากครับ จุดที่น่าสนใจคือ เมื่อเราเลือกทีมรับทำการตลาดด้วยราคาที่ต่ำที่สุด สิ่งที่มักจะถูกลดทอนลงไปคือเวลาในการคิดกลยุทธ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้แบรนด์แตกต่าง และไปต่อได้ในระยะยาวด้วยซ้ำ บทความแนะนำโดย Unicronet แต่ถ้าหากใครยังไม่แน่ใจ ว่าเอเจนซี่มีความสำคัญในด้านการทำการตลาดมากแค่ไหน สามารถลองทำความรู้จักความหมายของเอเจนซี่ ได้ที่บทความด้านล่างนี้เลยครับ 🔗 ย้อนรอยความหมาย “เอเจนซี่” จากจุดเริ่มต้นถึงยุคดิจิทัล —————————————————————————————————– วันนี้ผมเลยอยากมาแชร์มุมมอง และประสบการณ์จากคนทำงานเบื้องหลังครับ ว่าถ้าเราอยากคัดกรองพาร์ทเนอร์เข้ามาช่วยธุรกิจให้คุ้มค่า มันมีเกณฑ์อะไรบ้างที่เราน่าหยิบมาพิจารณา โดยผมสรุปเป็น 5 ข้อหลัก ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการนำไปปรับใช้ครับ 1.เริ่มจากเป้าหมายธุรกิจ ไม่ใช่ราคา เวลาเริ่มต้นโปรเจกต์ใหม่ ถ้าเราอยากให้เงินของเราทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ผมมักจะแนะนำให้ลองเปลี่ยนวิธีการพูดคุยกับเอเจนซี่ตั้งแต่แรกดูครับ โดยโฟกัสไปที่เรื่องเหล่านี้แทน บอกเป้าหมายธุรกิจให้ชัดเจน […]

ผ่านปีใหม่มาได้แค่เดือนนิดๆ แต่ผมเชื่อว่าเจ้าของธุรกิจหลายคนเริ่มเหงื่อตกกันบ้างแล้วใช่ไหมครับ ถ้าใครรู้สึกว่าเปิดปีมาปุ๊บ การทำธุรกิจมันฝืดผิดปกติ ยิงแอดงบเท่าเดิมแต่ยอดไม่ขยับ หรือลูกค้าที่เคยซื้อง่ายๆ เริ่มหายหน้าหายตาไป ผมบอกตรงนี้เลยว่าคุณไม่ได้คิดไปเองครับ ในฐานะที่ผมได้มีโอกาสได้นั่งหัวโต๊ะประชุมวางแผนทำการตลาดออนไลน์ Q1-Q2 ให้กับลูกค้า ผมสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่ชัดเจนมากในช่วงเดือนที่ผ่านมา ลูกค้าหลายเจ้าเดินเข้ามาหาผมที่เอเจนซี่โฆษณาแล้วเปิดประโยคด้วยความกังวลว่า “เปิดปีมาเงียบมาก จะเอายังไงต่อดี?” บทความนี้ ผมเลยอยากชวนทุกคนมาผ่าเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ ให้เห็นไส้ในว่าภายใต้คำศัพท์หรูๆ อย่าง AI หรือ Data นั้น ของจริงที่เราต้องเจอคืออะไร และแบรนด์ไทยต้องปรับตัวท่าไหนถึงจะรอด บริบทของตลาด Digital ไทย “คนเยอะ แต่แยกกันอยู่” ก่อนจะไปดูว่าต้องทำอะไร เราลองมาดูสภาพการตลาดในบ้านเราตอนนี้กันก่อนครับ ถ้าดูแค่ตัวเลขผิวเผิน ใครๆ ก็บอกว่า Digital Marketing ไทยยังโตได้อีกแน่นอน แต่ในมุมคนทำงานจริงที่ต้องรับทำการตลาด ให้ลูกค้าทุกวันความน่ากลัวมันซ่อนอยู่ในรายละเอียดครับ เพราะในต้นปี 2026 นี้ บ้านเรามีคนใช้อินเทอร์เน็ตปาเข้าไป 67.8 ล้านคน หรือเกือบ 95% ของประเทศเลยล่ะครับ รวมถึงเข้าถึง Social Media อีก 56.6 ล้านคนด้วย […]

ถ้าต้องหานิยามสั้นๆ ให้กับปี 2025 ที่กำลังจะผ่านพ้นไป ผมคิดว่าคำว่าปีปราบเซียนของเหล่าเอเจนซี่น่าจะเป็นคำที่เหมาะที่สุดเลยล่ะครับ เพราะถ้ามองย้อนกลับไป 12 เดือนที่ผ่านมา ปีนี้เป็นปีที่มีเรื่องราวหนักๆ เยอะมากจริงๆ ครับ ทั้งสภาวะเศรษฐกิจที่บีบหัวใจ ค่าครองชีพที่พุ่งสูงสวนทางรายรับ แถมยังมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้อย่างเรื่องแผ่นดินไหว น้ำท่วม สภาพอากาศที่ไม่ค่อยดีทั้งปี และความกังวลเรื่อง AI ที่เข้ามาผสมโรงอีก แต่ท่ามกลางความวุ่นวายนั้น ผมกลับมองเห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจซ่อนอยู่ครับ เพราะผมเชื่อว่าปี 2026 ที่กำลังจะมาถึงนี้ จะไม่ใช่ปีแห่งความสิ้นหวัง แต่จะเป็นปีแห่งการปรับตัว และเติบโตไปอีกขั้นของวงการเอเจนซี่โฆษณา และทีมรับทำการตลาดเลยล่ะครับ วันนี้ผมเลยอยากหยิบเอาข้อมูลในการทำการตลาดออนไลน์ที่น่าสนใจมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้เตรียมตัวรับมือกับกระแสลมที่กำลังเปลี่ยนทิศครับ เอเจนซี่ต้องรู้ “ความสบายใจ” เป็นสินค้าใหม่ที่คนยอมจ่าย เพราะถ้าเราสังเกตกันดูดีๆ จะเห็นได้ชัดเลยว่า ในขณะที่เราบ่นกันว่าเศรษฐกิจไม่ดี เงินฝืดแต่ร้านหมูกระทะ ร้านอาหารดีๆ หรือคาเฟ่สวยๆ กลับยังมีลูกค้าต่อคิวกันยาวเหยียดอยู่เหมือนเดิม ซึ่งเหตุผลของเรื่องนี้มันสะท้อนอะไรบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่าแค่เรื่องกินเรื่องเที่ยวครับ โดยเรื่องพวกนี้มันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคนไทยติดกินติดเที่ยวกันหรอกนะครับ แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงทางออก ของคนในยุคนี้มากกว่า เพราะในวันที่ความเครียดรุมเร้าจากทุกทิศทาง หลายๆ คนจึงเลือกที่จะระบายความเครียดไปกับการซื้อความสุขรายวัน เพื่อชุบชูใจที่เหนื่อยล้าแทนมากกว่านั่นเอง ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีการยืนยันชัดเจนจากงาน SME Thailand Future Day 2026 ที่ผมได้มีโอกาสไปนั่งฟังมาครับ […]