เอเจนซี่

วัดกันหมัดต่อหมัด เอเจนซี่ VS In house เลือกแบบไหนใช่กว่ากัน

Table of Contents

     ในโลกของการทำธุรกิจยุคนี้ ผมว่ามันมีจุดหนึ่งที่เจ้าของกิจการหลายคนต้องเจอครับ คือจุดที่งานการตลาดมันเริ่มเยอะ และซับซ้อนเกินกว่าที่เราจะดูแลเองไหว จนมาถึงทางแยกที่ต้องตัดสินใจว่า จะจ้างเอเจนซี่มืออาชีพที่เขารับทำการตลาดจากข้างนอก หรือจะลงทุนสร้างทีมทำการตลาดออนไลน์ in house ของตัวเองดี

ซึ่งจากประสบการณ์ของผมนะครับ ผมบอกได้เลยว่าเรื่องนี้ไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิดแบบตายตัวหรอกครับ ว่าแบบไหนมันดีกว่ากัน หลายคนอาจจะรีบควักงบประมาณมาเป็นตัวตั้ง หรือมองแค่ว่างานมันยากง่ายแค่ไหน แต่ในมุมของผม ผมมองว่ามันมีอะไรให้เราคิดมากกว่านั้นเยอะครับ เพราะสุดท้ายแล้วทั้งสองทางเลือกนี้ต่างก็มีจุดแข็ง และข้อจำกัดที่แตกต่างกันชัดเจน

     วันนี้ผมเลยตั้งใจจะมาแจกแจงให้เห็นภาพกันชัดๆ ไปเลยครับว่าทั้งเอเจนซี่โฆษณาที่เขารับทำการตลาด และทีมทำการตลาดออนไลน์ in house นั้นต่างกันยังไง แต่ก่อนที่เราจะไปลงลึกถึงขั้นเทียบกันจุดต่อจุดว่าใครดีกว่าใครคุ้มกว่า ผมว่าเราควรเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจกันก่อนดีกว่าครับ ว่าบทบาทจริงๆ ของทั้งสองฝ่ายนี้เขาทำอะไรกันแน่

บทบาทของเอเจนซี่

   ถ้าให้ผมนิยามแบบเข้าใจง่ายที่สุด เอเจนซี่ก็คือบริษัทภายนอกที่รับทำการตลาดให้กับธุรกิจอื่นๆ นั่นแหละครับ โดยหน้าที่หลักๆ ของพวกเขาก็คือการเข้ามาช่วยดูแลเรื่องการทำการตลาดออนไลน์โดยเฉพาะ ซึ่งสำหรับเอเจนซี่เองก็มีหลายแบบครับ มีทั้งที่ที่เน้นทำการตลาดออนไลน์โดยการยิงโฆษณาเพื่อให้วัดผลได้โดยตรง หรือบางที่ก็อาจจะเป็นเอเจนซี่โฆษณาที่เน้นการผลิตสื่อโฆษณาโดยเฉพาะครับ


ซึ่งปกติแล้วในเอเจนซี่โฆษณาที่หนึ่ง ก็จะรวมคนเก่งๆ หลายสายงานไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านการวางแผนกลยุทธ์ ด้านการสื่อสารแบรนด์ หรือด้านการคิดแคมเปญเจ๋งๆ ออกมา ซึ่งเป้าหมายหลักของพวกเขาก็คือการช่วยให้ธุรกิจของเราเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำขึ้น และสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจให้เกิดขึ้นจริงครับ

ความรู้การตลาดที่ Unicronet แนะนำ

ถ้าคุณมีความสนใจ และอยากศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับประวัติความเป็นมา และความสำคัญของเอเจนซี่ให้มากขึ้น ก็สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความนี้เลยครับ

🔗 ย้อนรอยความหมาย “เอเจนซี่” จากจุดเริ่มต้นถึงยุคดิจิทัล

บทบาทของทีม In house 

   พูดแบบง่ายๆ เลยก็คือทีมทำการตลาดออนไลน์ของเราเองนี่แหละครับ หรือก็แทนที่เราจะจ้างเอเจนซี่โฆษณาที่รับทำการตลาดมาทำงานให้เรา ก็เปลี่ยนมาเป็นการจ้างพนักงานการตลาดมาเป็นพนักงานของบริษัทโดยตรงเลย ไม่ว่าจะเป็นคนทำคอนเทนต์ คนทำกราฟิก หรือแม้แต่ทีมที่ดูแลเรื่องการทำการตลาดออนไลน์โดยเฉพาะ

ซึ่งความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือทีมนี้เขาจะไม่ได้รับทำการตลาดให้กับลูกค้ารายอื่น หรือทำตัวเป็นเอเจนซี่โฆษณาให้ใคร แต่จะโฟกัสที่แบรนด์ของเราแค่แบรนด์เดียวเท่านั้นครับ

 

เป็นยังไงบ้างครับพอเห็นภาพกันแล้วใช่ไหมครับ ว่าระหว่างเอเจนซี่กับทีม in house เขามีบทบาทอะไรกันบ้าง ทีนี้ก็มาถึงคำถามสำคัญที่สุดแล้วล่ะครับ ว่าแล้วสำหรับธุรกิจของเราล่ะ ควรจะเลือกทางไหนดี ซึ่งขอบอกตามตรงเลยนะครับ ว่าจากประสบการณ์ของผม จุดนี้คือจุดที่ตัดสินใจยากที่สุดเลยครับ เพราะว่าจริงๆ แล้วมันไม่มีคำตอบที่ตายตัวเลยครับ


วันนี้ผมเลยอยากจะมาแจกแจง 4 ประเด็นสำคัญที่ต้องชั่งน้ำหนักให้ฟังกันแบบเจาะลึกเลยครับ เพื่อช่วยให้คุณได้ข้อมูลไปตัดสินใจว่า ระหว่างการจ้างเอเจนซี่มาทำการตลาดให้เรา กับการปั้นทีมเองเนี่ย แบบไหนมันจะคุ้มค่ากว่ากัน

ประเด็นที่ 1 ว่าด้วยเรื่องของต้นทุน

    มาเริ่มประเด็นแรกกันเลยครับ ผมว่านี่คือเรื่องที่คนทำธุรกิจส่วนใหญ่คิดถึงก่อนเพื่อนเลย นั่นก็คือเรื่องต้นทุนครับ ซึ่งผมมองว่ามันเป็นจุดตั้งต้นที่สำคัญที่จะบอกว่าเรามีทางเลือกไหนบ้างให้เดินต่อครับ

หากเลือกจ้างเอเจนซี่

    ในมุมของผมนะ ถ้าเราเลือกจ้างเอเจนซี่โฆษณาที่รับทำการตลาดให้เรา รูปแบบต้นทุนของมันจะเป็นต้นทุนแบบผันแปรครับ พูดง่ายๆ คือเราจะจ่ายเงินให้เขาตามสัญญาจ้าง ซึ่งอาจจะเป็นค่าบริการรายเดือน หรือจ่ายเป็นโปรเจกต์จบๆ กันไป ข้อดีที่ผมชอบมากๆ เลยก็คือ เราจะได้จ่ายเงินตามงานที่เราต้องการจริงๆ ครับ และในงบก้อนเดียวที่เราจ่ายไปเนี่ย เรามักจะได้ทีมผู้เชี่ยวชาญมาแบบครบทีมโดยที่เราไม่ต้องไปแบกรับภาระการเป็นพนักงานของเขาเลย 

    แต่แน่นอนว่ามันก็มีข้อควรคิดครับ เช่น ถ้าเรามีงานแก้เล็กๆ น้อยๆ ยิบย่อยบ่อยๆ บางทีอาจจะไม่สามารถทำได้ด้วยข้อตกลงที่เราคุยกันไว้ หรือถ้าเราไปจ้างเอเจนซี่โฆษณารายใหญ่ๆ ค่าบริการก็อาจจะแพงเอาเรื่องเหมือนกันครับ

หากเลือกสร้างทีม In house

    ทีนี้ถ้าเราเลือกสร้างทีม in house ล่ะ แน่นอนว่าสิ่งที่เราต้องเจอก็จะเปลี่ยนจากต้นทุนผันแปรไปเป็นแบบคือต้นทุนคงที่ครับ หรือก็คือค่าใช้จ่ายที่เราต้องควักจ่ายแบบเป๊ะๆ ทุกเดือน ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือนพนักงาน โบนัส ประกันสังคม สวัสดิการต่างๆ หรือแม้แต่ค่าโปรแกรม ค่าเครื่องมือที่ทีมต้องใช้ครับ

     ซึ่งข้อดีของมันที่ผมเห็นชัดๆ เลยก็คือเราสามารถคุมงบประมาณได้ง่ายมากครับ เพราะเราจะรู้ตัวเลขเป๊ะๆ เลยว่าในแต่ละเดือนเราต้องจ่ายเท่าไหร่ แต่ข้อเสียที่ต้องแลกมาก็คือต่อให้ช่วงนั้นมีงานที่ต้องทำน้อย เราก็ยังต้องจ่ายเงินเดือนเขาเต็มจำนวนอยู่ดีครับ และที่สำคัญคือถ้าเราอยากได้คนเก่งๆ หลายๆ ด้าน เช่น คนทำ SEO คนยิงแอด หรือคนทำคอนเทนต์ เพื่อมาทำการตลาดออนไลน์เอง การจ้างทุกคนมาเป็นพนักงานประจำเนี่ย ผมบอกเลยว่าต้นทุนมันแพงมหาศาลเลยล่ะครับ

ประเด็นที่ 2 คลังไอเดีย และความเก๋าเกม 

     ประเด็นต่อมาที่เราจะคุยกัน ถือว่ามันสำคัญไม่แพ้เรื่องเงินเลยครับ นั่นก็คือเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ และความเชี่ยวชาญที่เราจะได้จากแต่ละทีมครับ เพราะในโลกการตลาดยุคนี้ ต่อให้เรามีงบมากแค่ไหน แต่ถ้าความคิดมันตัน หรือไม่เข้าใจลูกค้าจริงๆ งานมันก็ยากที่จะสำเร็จครับ ซึ่งผมมองว่าแหล่งที่มาของไอเดียจากเอเจนซี่กับทีม in house เนี่ย มันมาจากคนละที่กันเลยครับ 

หากเลือกจ้างเอเจนซี่ 

     ในมุมของผมนะ จุดแข็งที่สุดของเอเจนซี่เลยก็คือเรื่องมุมมองจากคนนอกครับ ที่เห็นเทรนด์โลกกว้างกว่าเราเยอะเลยครับ ข้อดีชัดๆ เลยคือเมื่อพวกเขาทำงานให้ลูกค้าจากหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น วันนี้อาจจะคิดงานให้ธุรกิจแฟชั่น พรุ่งนี้ไปทำแคมเปญให้สายเทคโนโลยี มันทำให้เขามีไอเดียที่สดใหม่มาเสนอเราเสมอ พวกเอเจนซี่โฆษณาจึงสามารถท้าทายกรอบความคิดเดิมๆ ที่เราเคยทำได้ครับ

 

     แต่ว่าข้อเสียก็มีเหมือนกันนะครับ จากประสบการณ์ที่ผมเคยเจอคือบางทีทีมของเอเจนซี่โฆษณาก็ไม่ได้มีความรู้ทางด้านสินค้า หรือบริการเท่ากับคนในของบริษัทหรอกครับ ทำให้บางครั้งไอเดียที่เสนอมาต่อให้มันดูดีมาก แต่พอลองจะเอามาทำจริงแล้ว กลับใช้ไม่ได้จริงกับวัฒนธรรมองค์กรก็มีเหมือนกันครับ

หากเลือกสร้างทีม In house

     ทีนี้พอมาเป็นทีม in house สำหรับผมแล้ว ผมมองว่าไอเดียของพวกเขาจะมาจากความอิน และความรู้จากการอยู่กับสินค้าและบริการมาเป็นเวลานานล้วนๆ เลยครับ ข้อดีคือพวกเขาคือคนที่เข้าใจแบรนด์ลึกซึ้งที่สุดแล้วครับ เขารู้จริงว่าลูกค้าเราคือใคร เขาได้คุยกับเซลล์ ได้ยินปัญหาหน้างาน ที่ถือว่าเป็น Insight ของจริงเลยครับ

     แต่ข้อเสียที่ผมก็เห็นบ่อยๆ เหมือนกัน ก็คือการติดกับดักความคิดเดิมๆ ครับ เพราะพอได้ทำการตลาดออนไลน์ด้วยวิธีเดิมๆ บ่อยๆ มันก็อาจจะขาดมุมมองจากโลกภายนอกไปหน่อย ทำให้บางทีก็ไม่สามารถคิดไอเดียใหม่ๆ ได้ครับ

ความรู้การตลาดที่ Unicronet แนะนำ

ถ้าคุณอยากจะทำความเข้าใจ เกี่ยวกับหลักการคิดคอนเทนต์ หรืออยากรู้ว่าการเขียนคอนเทนต์ที่ดีคือยังไง สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความนี้เลยครับ

🔗 เปิดเทคนิคคิดคอนเทนต์ ให้ตอบโจทย์กลยุทธ์ Content Marketing แบบอยู่หมัด

ประเด็นที่ 3 ความเร็วในการทำงาน

    หลังจากที่เราชั่งน้ำหนักเรื่องงบประมาณกับเรื่องไอเดียกันไปแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือเรื่องความเร็วในการทำงาน และความคล่องตัวในการปรับเปลี่ยนแผนครับ เพราะในความคิดของผมนะ ผมคิดว่าต่อให้เรามีเงิน มีไอเดียที่ดี แต่ถ้าเราช้ากว่าคู่แข่งแม้แค่ก้าวเดียว ก็อาจจะเป็นฝ่ายแพ้ไปเลยก็ได้ครับ

หากเลือกจ้างเอเจนซี่ 

     ถ้าเราพูดถึงฝั่งเอเจนซี่นะครับ จุดเด่นของพวกเขาคือความคล่องตัวในเรื่องของการรับมือกับสเกลงาน หรือโปรเจกต์ใหญ่ๆ ครับ หมายความว่าถ้าเรามีโปรเจกต์ใหญ่ๆ ที่ต้องใช้คนที่มีความเชี่ยวชาญหลากหลาย หรืออยากทำแคมเปญ ทำการตลาดออนไลน์แบบจัดเต็ม เอเจนซี่พวกนี้เขาจะพร้อมมากสมมติเราอยากอัดงบเพิ่ม อยากลุยเข้าหากลุ่มเป้าหมายแบบหนักๆ เขาก็มีทีมงานที่พร้อมลุยโปรเจกต์ใหญ่ๆ อยู่แล้วโดยที่เราไม่ต้องฟอร์มทีมเองเลยครับ

     แต่ข้อเสียที่ผมรู้มาบ้าง คือเรื่องการสื่อสารในงานเล็กๆ น้อยๆ ครับ เช่นเวลามีงานด่วน หรืออยากแก้คำผิดแค่ไม่กี่จุด มันอาจจะช้ากว่าที่เราคิดครับ เพราะโดยทั่วไปเราต้องคุยผ่านคนกลางตามขั้นตอนของเขาครับ

หากเลือกสร้างทีม In house

   สำหรับทีม in house ผมมองว่าเป็นเหมือนขั้วตรงข้ามกับของทีมเอเจนซี่เลยล่ะครับ เพราะความคล่องตัวของพวกเขาจะมาในรูปแบบของความเร็วในการสื่อสารกันเองภายในองค์กรครับ ซึ่งข้อดีที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดเลยก็คือ เมื่อเราอยากแก้ตรงไหน ก็สามารถเดินไปคุยกันที่โต๊ะได้เลย หรือเมื่อเจอปัญหาหน้างานด่วนๆ ก็เรียกคุยกันได้ทันที แถมเขายังทำงานตามวัฒนธรรมองค์กรของเราได้เป๊ะๆ ด้วยครับ

     แต่ข้อเสียที่ต้องยอมรับเลยก็คือเรื่องของการทำงานสเกลใหญ่ๆ นี่แหละครับ ถ้าอยู่ดีๆ เราอยากทำแคมเปญใหญ่ ทีมงานที่เราอาจจะรับมือไม่ไหวครับ เพราะการจะหาคนเก่งๆ มาช่วยทำงานเพิ่มในทันที มันทำไม่ได้ง่ายๆ เหมือนการจ้างเอเจนซี่โฆษณาครับ

ประเด็นที่ 4 ความเร็วในการทำงาน

      มาถึงประเด็นสุดท้ายกันแล้วนะครับ เรื่องนี้ผมว่ามันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลึกซึ้ง และสำคัญมากๆ เหมือนกันครับ อาจจะเป็นจุดที่ทำให้ทุกคนตัดสินใจได้เลยล่ะครับว่าจะเลือกจ้างเอเจนซี่โฆษณาที่รับทำการตลาดให้เรา หรือสร้างทีม In house ของตัวเอง ซึ่งมันคือเรื่องของความทุ่มเท และการโฟกัสในงานที่เราจะได้รับจากทีมครับ

หากเลือกจ้างเอเจนซี่ 

   เราต้องเข้าใจในวัฒนธรรมของเอเจนซี่ที่รับทำการตลาดก่อนนะครับ ว่าปกติแล้วพวกเขาต้องดูแลลูกค้าหลายรายพร้อมกันในเวลาเดียว ซึ่งมันก็อาจจะหมายความว่า เขาไม่ได้ทุ่มเทเวลาทั้งหมดมาโฟกัสที่เราแค่แบรนด์เดียวครับ แต่ในทางกลับกัน ข้อดีของมันก็คือความเป็นมืออาชีพนี่แหละครับ เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วบริษัทเอเจนซี่หลายๆ ที่มีระบบการจัดการเวลาที่ดี มีกระบวนการทำงานที่ชัดเจน และมีมาตรฐานของการทำงานสูง ทำให้เราคาดหวังกับผลงานที่ต้องรอได้ครับ

    เพียงแต่ก็มีข้อควรคิดนะครับว่าความสัมพันธ์มันคือการทำงานตามสัญญาจ้าง ถ้าวันหนึ่งเราเลิกจ้างกันไป ความรู้หรือ Know-how ต่างๆ ที่เขาเรียนรู้จากการทำงานให้เรา มันก็ไปกับเขาด้วยครับ

หากเลือกสร้างทีม In house

     คราวนี้มาดูฝั่งทีม in house กันบ้างครับ ผมว่าจุดนี้ถือเป็นจุดแข็งของทีม In house เลยล่ะครับ ซึ่งนั่นก็คือความทุ่มเทแบบ 100% ครับ เพราะทีมที่เราสร้างมาจะโฟกัสที่แบรนด์เราแค่แบรนด์เดียว ไม่มีวันแบ่งใจไปให้คู่แข่งแน่นอน และที่สำคัญคือข้อมูล Data หรือ Know-how ต่างๆ ที่ได้จากการทำการตลาดออนไลน์มันก็ยังอยู่กับบริษัทเราตลอดไปครับ

    แต่ถึงอย่างนั้นก็มีความเสี่ยงที่ผมว่าน่ากลัวไม่แพ้กันครับ ข้อเสียใหญ่ของทีม in house ก็คือความรู้ทั้งหมดมันมักจะไปผูกอยู่กับตัวคนครับ ถ้าวันดีคืนดีพนักงานเก่งๆ ของเราลาออกไปเนี่ย Know-how ที่เขาสะสมมาทั้งหมด มันก็อาจจะหายไปกับเขาเลยครับ นอกจากจะเสียข้อมูล หรือความรู้ที่ดีไปแล้ว ยังอาจจะต้องเสียเวลาในการสอนงานคนใหม่อีกด้วยครับ

บทสรุป

    มาถึงตรงนี้แล้ว ผมว่าหลายๆ คนก็คงจะพอเห็นภาพชัดเจนขึ้นนะครับว่าสุดท้ายแล้ว มันก็ไม่มีคำตอบตายตัวจริงๆ ครับ ว่าระหว่างเอเจนซี่กับทีม in house ใครมันดีกว่ากัน แต่มันมีแต่คำว่า ใครเหมาะกับโจทย์ของธุรกิจคุณในตอนนี้มากกว่ากันต่างหากครับ

    ผมขอยกตัวอย่างง่ายๆ นะครับ ถ้าสิ่งที่คุณต้องการคือทีมที่เข้าใจแบรนด์แบบลึกซึ้งมากๆ อยากควบคุมทุกอย่างได้ใกล้ชิด และมีแคามเปญในการทำการตลาดออนไลน์ห้เขาทำต่อเนื่องทุกวัน การค่อยๆ ปั้นทีม in house ขึ้นมาก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์มากกว่าครับ

     แต่ในทางกลับกันถ้าโจทย์ของคุณคือต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมากๆ ที่เราอาจจะไม่ได้ใช้บ่อย หรือต้องการลุยโปรเจกต์ใหญ่ๆ ที่ต้องใช้คนเยอะๆ ในเวลาสั้นๆ การเลือกใช้เอเจนซี่โฆษณาที่เขารับทำการตลาดด้านนั้นโดยตรง ก็อาจจะคุ้มค่าและจบงานได้เร็วกว่าครับ

     สุดท้ายนี้ ผมคงให้คำตอบแทนคุณไม่ได้หรอกครับว่าต้องเลือกทางไหน ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดคือคุณต้องลองกลับไปชั่งน้ำหนักดูครับ ว่าตอนนี้ธุรกิจของคุณกำลังต้องการอะไรมากที่สุด แล้วคำตอบมันก็จะชัดเจนขึ้นมาเองครับ

หากคุณกำลังมองหาที่ปรึกษาและทีมรับทำการตลาด เอเจนซี่โฆษณา สร้างยอดขายทะลุเป้าแบบก้าวกระโดด ติดต่อเราเพื่อให้ธุรกิจของคุณไปสู่เป้าหมายที่ใฝ่ฝัน

ติดต่อรับคำปรึกษาฟรี !!!

Tel : 094-616-3651

Line OA : @unicronet

#Unicronet #PerformanceMarketing #digital agency #เอเจนซี่โฆษณา #Marketing agency #ทำการตลาดออนไลน์ #Content marketing

ผู้เขียนบทความ

นิค (ขาวดำ)

ชญานิศ จิตรีปลื้ม (นิก)

     Founder of Unicronet Agency และ Right Lane Academy ที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิทัลที่เชื่อว่าทุกกลยุทธ์ต้องวัดผลได้จริง ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปีในการทำงานร่วมกับแบรนด์ชั้นนำ มีความเชี่ยวชาญในการใช้ AI และ Martech เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจที่ชัดเจน และจับต้องได้

     (Digital Marketing Strategy ) ประสบการณ์วางแผนกลยุทธ์ทางด้าน Digital Marketing โดยเฉพาะ Online Platform ยอดนิยม เช่น Facebook ads , Google ads , SEO , Tiktok , Line , Youtube , Marketplace Ads มากกว่า 500+ Campaign

     (Digital Media Tools ) ประสบการณ์ด้าน Consult เทคนิคเชิงลึกสำหรับ Digital Media Tools เพื่อให้ทุกงบการลงทุนโฆษณาคุ้มค่ามากที่สุด อาทิเช่น การเพิ่ม Conversion ให้ธุรกิจ , เทคนิค ทำอย่างไรให้ CPA ราคาถูกลง , มีคนทักเยอะ ไม่มีคุณภาพ ปิดการขายไม่ได้ , สินค้าเสี่ยง Policy พร้อมเทคนิคการยิงแอดยังไงให้ไม่โดน Reject

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจอื่นๆของเรา

เคยสงสัยไหมครับว่าทำไม ยิ่งเราทุ่มเทแรงกายแรงใจผลิตคอนเทนต์ลงเพจมากเท่าไหร่ แต่บางครั้งยอดคนเห็นกลับดิ่งลงเรื่อยๆ จนน่าใจหาย หลายธุรกิจในปัจจุบันกำลังติดอยู่ในวังวนของการแข่งขันกับความเร็ว แล้วเชื่อว่ากุญแจสำคัญในการทำออนไลน์คือความถี่ในการนำเสนอ จนมองหาคนมารับทำการตลาดที่สัญญาว่าจะโพสต์ให้ได้วันละหลายๆ คอนเทนต์ แต่สุดท้ายผลลัพธ์กลับกลายเป็นความเงียบเหงาที่ไม่มีใครตอบรับ เพจเริ่มเงียบ ยอดขายเริ่มนิ่ง ทั้งที่ทีมงานขยันอัปเดตข้อมูลแทบจะทุกชั่วโมง ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของระบบเพียงอย่างเดียวหรอกครับ แต่เกิดจากเส้นผมบังภูเขาที่คนทำธุรกิจส่วนใหญ่มักมองข้ามไปต่างหาก สิ่งที่ผมเจอบ่อยเวลาพูดคุยกับลูกค้าที่เข้ามาปรึกษาเรื่องการทำการตลาดออนไลน์ คือความกังวลใจเรื่องเมทริกซ์หลังบ้านที่ดูไม่สอดคล้องกับความตั้งใจ บางบริษัทถึงขั้นเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ดูแลมาแล้วหลายคนเพราะแก้ปัญหายอดการมองเห็นไม่ได้ ในฐานะคนที่คลุกคลีอยู่ในเอเจนซี่มาหลายปี ผมบอกได้เลยว่านี่คือ Pain Point คลาสสิกที่แบรนด์ส่วนใหญ่ต้องเผชิญ และมุมมองของคนทำงานในเอเจนซี่โฆษณาอย่างพวกผม มักจะเริ่มต้นแก้ไขปัญหานี้ด้วยการกลับไปรื้อข้อมูลดิบมาวิเคราะห์อย่างละเอียด เพราะความจริงที่โหดร้ายในโลกดิจิทัลจริงๆ ก็คือการสาดคอนเทนต์ลงไปปริมาณมากๆ ไม่ได้แปลว่าอัลกอริทึ่มจะฟีดเนื้อหาของคุณให้ผู้คนเห็นมากขึ้น ในหลายครั้งมันกลับส่งผลเชิงลบ ทำลายประสิทธิภาพของเพจด้วยซ้ำไป วันนี้ผมจะพาทุกคนมาเจาะลึกเบื้องหลังการทำงานของระบบอย่างตรงไปตรงมา ว่าทำไมกลยุทธ์การโพสต์บ่อยจึงไม่ใช่สูตรสำเร็จอีกต่อไป และเราควรต้องปรับตัวชี้วัดอะไรบ้างก่อนที่จะตัดสินใจปรับเปลี่ยนทิศทางคอนเทนต์บนพื้นที่ออนไลน์ของคุณ โพสต์ถี่ ทำไม Reach กลับลดลง หลายธุรกิจเข้าใจผิดว่าจำนวนเนื้อหาแปรผันตรงกับยอดการมองเห็น โดยคิดเอาเองว่ายิ่งสร้างทางเลือกให้ผู้บริโภคมากเท่าไหร่ โอกาสที่กลุ่มเป้าหมายจะเลื่อนฟีดมาเจอก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมีระบบคัดกรองที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก การทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของตัวเลขเหล่านี้จึงเป็นด่านแรกที่คนทำธุรกิจต้องเรียนรู้ Reach และ Engagement ต่างกันอย่างไร เวลาวิเคราะห์เพจ ผมมักเริ่มจากการปรับความเข้าใจเรื่องฐานรากของสองคำนี้ใหม่เสมอ เพื่อให้เห็นภาพตรงกัน Reach คือจำนวน “คน” หรือบัญชีผู้ใช้งานที่ไม่ซ้ำกัน ซึ่งมีโอกาสมองเห็นโพสต์ของคุณอย่างน้อยหนึ่งครั้ง […]

หลายๆ คนที่ยิงแอด อาจจะเคยเจอปัญหาแบบนี้กันใช่ไหมครับ? ที่ยิงแอดไปก็ค่าคลิกแพงขึ้นทุกวันแต่ยอดโอนกลับนิ่งสนิท หรือบางทีหน้าแดชบอร์ดก็โชว์ว่าคนทักอินบ็อกซ์มารัวๆ แต่พอเอาเข้าจริง ทีมเซลส์กลับปิดการขายไม่ได้เลยสักออเดอร์ พอเห็นตัวเลข ROAS (Return on Ad Spend) ค่อยๆ ร่วงลงเรื่อยๆ หลายคนก็เริ่มถอดใจ แล้วหันไปโทษว่าแพลตฟอร์มปรับอัลกอริทึมบ้างล่ะ หรือคู่แข่งในตลาดตัดราคาบ้างล่ะ แต่เอาจริงๆ นะครับ จากประสบการณ์ที่ผมขลุกอยู่กับหลังบ้านของลูกค้ามาหลายปี ผมพบว่าปัญหาใหญ่มันไม่ได้เกิดจากระบบของ Facebook หรือ Google เลยครับ แต่มันเกิดจาก “ความเชื่อผิด ๆ” ที่ฝังหัวเจ้าของธุรกิจหลายคนต่างหาก ซึ่งในตอนที่ลูกค้าตัดสินใจเข้ามาปรึกษาทีมรับทำการตลาด สิ่งแรกที่ผม และทีมมักจะทำ ไม่ใช่การรีบเปิดคอมพิวเตอร์แล้วกดสร้างแคมเปญใหม่ให้ทันทีนะครับ แต่เราต้องมานั่งจับเข่าคุยเพื่อเคลียร์วิธีคิดกันใหม่ก่อนเลย และนี่คือ 5 ความเชื่อสุดคลาสสิกที่ผมเจอซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นความเชื่อที่ทำให้หลายธุรกิจต้องยอมจ่ายเงินทิ้งไปฟรีๆ ซึ่งผมอยากเอามาแชร์ให้ทุกคนลองเช็กตัวเองดูครับว่า เรากำลังเผลอทำสิ่งเหล่านี้อยู่หรือเปล่า ใช้เครื่องมือเดียวกัน แต่ทำไมผลลัพธ์ถึงต่างกัน  ลองนึกภาพตามผมนะครับ สมมุติว่ามีธุรกิจ A กับธุรกิจ B ขายสินค้าประเภทเดียวกันเป๊ะ กลุ่มลูกค้าก็คล้ายๆ กัน แถมยังใช้ฟีเจอร์ยิงแอดในระบบเดียวกันทุกปุ่ม แต่ทำไมผลลัพธ์ตอนสิ้นเดือนถึงได้ออกมาต่างกันราวฟ้ากับเหว? หลายคนอาจจะคิดว่า อ๋อ […]

เวลาที่ยอดขายเริ่มนิ่งหรือกราฟรายได้ไม่วิ่งตามเป้าหมาย สิ่งแรกที่เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่มักจะนึกถึงคือการเพิ่มงบประมาณโฆษณา หรือพยายามหาช่องทางใหม่ๆ เพื่อดึงดูดลูกค้าให้มากขึ้นใช่ไหมครับ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเลยล่ะ เพราะในยุคนี้ใครๆ ก็อยากเข้าถึงผู้บริโภคให้ได้เร็วที่สุดกันทั้งนั้น แต่สิ่งที่ผมเจอบ่อยมากจากการทำงานเบื้องหลังแคมเปญต่างๆ คือ หลายครั้งธุรกิจทุ่มเทแรงกาย และเม็ดเงินไปแต่ผลลัพธ์กลับไม่สะท้อนกลับมาเป็นยอดขายอย่างที่ควรจะเป็น เพราะปัญหาหลักของการทำการตลาดออนไลน์ที่ไม่เห็นผล ส่วนใหญ่มักไม่ได้เกิดจากการตั้งค่าแคมเปญที่ไม่ดี หรือการทำรูปภาพโฆษณาที่ไม่สวยงามหรอกนะครับ แต่บ่อยครั้งมันเกิดจากพื้นฐานของธุรกิจเรายังไม่พร้อมสำหรับการขยายผลบนโลกออนไลน์ต่างหาก การรีบอัดฉีดเงินโฆษณาโดยที่โครงสร้างหลังบ้านยังมีจุดสะดุด ก็เปรียบเสมือนการเติมน้ำลงในถังที่มีรอยรั่ว ต่อให้คุณพยายามหาน้ำมาเติมมากแค่ไหน สุดท้ายมันก็จะค่อยๆ ซึมหายไปอยู่ดีครับ ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจทุ่มงบก้อนใหญ่ หรือเริ่มมองหาทีมงานมารับทำการตลาดให้ ผมอยากชวนทุกคนมาลองถอยหลังมาหนึ่งก้าว แล้วทำการ “X-Ray” ธุรกิจของตัวเองอย่างละเอียดดูสักครั้งครับ การกลับมาทบทวนรากฐานเหล่านี้ไม่ใช่การจับผิดใคร แต่เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่ออุดรอยรั่ว และทำให้มั่นใจว่าทุกงบประมาณในการทำการตลาดออนไลน์ของคุณ จะถูกนำไปใช้เพื่อสร้างการเติบโตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด 5 จุด X-Ray เช็คโครงสร้างก่อนเริ่มการตลาดออนไลน์ การตรวจสอบโครงสร้างของธุรกิจก่อนเริ่มยิงโฆษณา คือขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมได้ชัดเจนขึ้นครับ ว่าระบบหลังบ้านของเราพร้อมที่จะรับมือกับลูกค้า และงบประมาณที่จะจ่ายไปแล้วหรือยัง เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าเวลาเอเจนซี่โฆษณารับบรีฟงานมา เรามองหาอะไรบ้าง นี่คือ 5 เช็คลิสต์สำคัญที่ผมมักจะใช้สแกนหาจุดอ่อนของธุรกิจ ซึ่งไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจบริการ ขายสินค้า B2B หรือ B2C ก็สามารถนำโครงสร้างนี้ไปวิเคราะห์ธุรกิจตัวเองได้เลยครับ รู้จักกลุ่มเป้าหมายจริงหรือยัง? หนึ่งในความท้าทายที่ผมมักจะพบเวลาเริ่มโปรเจกต์ใหม่ คือการระบุตัวตนของลูกค้าครับ หลายธุรกิจมีความตั้งใจที่ดีที่อยากจะมอบสินค้าให้กับทุกคน จึงกำหนดกลุ่มเป้าหมายไว้กว้างมากๆ แต่ในเชิงการทำงานจริง […]

ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่กำลังเจอปัญหายอดขายไม่ขยับ และเริ่มตั้งคำถามว่าทำไมโพสต์คอนเทนต์ไปแล้วคนเห็นน้อยลง หรือยิงโฆษณาไปตั้งเยอะทำไมค่าใช้จ่ายสูงขึ้นแต่ยอดขายเท่าเดิม ผมบอกเลยว่าคุณไม่ได้เผชิญปัญหานี้อยู่คนเดียวครับ จากประสบการณ์ที่ผมทำงานในฝั่งเอเจนซี่โฆษณามาหลายปี ผมเจอลูกค้าที่เข้ามาปรึกษาด้วยปัญหานี้แทบทุกวัน เพราะโลกของการทำการตลาดออนไลน์เปลี่ยนแปลงเร็วมาก อัลกอริทึมปรับตัวตลอดเวลา จนหลายๆ แบรนด์พยายามหาคำตอบว่าตกลงแล้วกลยุทธ์แบบ Organic ที่เน้นสร้างคอนเทนต์ให้โตตามธรรมชาติ หรือกลยุทธ์แบบ Paid ที่เน้นจ่ายเงินซื้อโฆษณา แบบไหนให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่ากัน วันนี้ผมเลยอยากมาแชร์ประสบการณ์ และวิธีคิดจากคนทำงานจริง มาดูกันว่าในมุมมองของผู้ให้บริการรับทำการตลาดเราวางกลยุทธ์เรื่องนี้กันอย่างไร และบริษัทเอเจนซี่โฆษณาชั้นนำมีวิธีตัดสินใจเลือกใช้เครื่องมือเหล่านี้เพื่อขยายธุรกิจให้ลูกค้ากันแบบไหนบ้างครับ Organic vs Paid ความจริงที่ไม่มีใครเคยบอก เวลาเราวางแผนกลยุทธ์ เราจะไม่มองแค่ว่าอันไหนเสียเงินหรืออันไหนฟรี แต่วิธีที่เอเจนซี่โฆษณามองเครื่องมือสองตัวนี้ คือการมองถึงหน้าที่ของมันในการเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายครับ Organic ไม่ได้ฟรีอย่างที่คิด หลายคนมักเข้าใจว่า Organic คือการทำรูปหรือวิดีโอโพสต์ลงเพจโดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณา และถือว่าทำได้ฟรี แต่ในมุมของการทำการตลาดออนไลน์เชิงลึก Organic คือการปูรากฐานความน่าเชื่อถือครับ มันคือการสร้างคอมมูนิตี้ให้คนรู้สึกผูกพันกับแบรนด์ ผมมักจะบอกลูกค้าเสมอว่า Organic ไม่ได้ฟรีจริงหรอกครับ เพราะเบื้องหลังคอนเทนต์ที่คนแชร์เยอะๆ มันแลกมาด้วยเวลา และต้นทุนในการผลิตมหาศาล ทั้งค่าตัวทีมงาน กราฟิก และทีมรับทำการตลาดที่ต้องมาวิเคราะห์เทรนด์ ดังนั้น Organic จึงเป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างความเชื่อใจให้กับแบรนด์ต่างหากครับ Paid ไม่ใช่สูตรสำเร็จการันตียอด ในทางกลับกัน Paid Social […]