กลยุทธ์ใหม่เอเจนซี่ 2026 ต้องเน้นความชอบมากกว่าฟังก์ชัน

Table of Contents

     ถ้าต้องหานิยามสั้นๆ ให้กับปี 2025 ที่กำลังจะผ่านพ้นไป ผมคิดว่าคำว่าปีปราบเซียนของเหล่าเอเจนซี่น่าจะเป็นคำที่เหมาะที่สุดเลยล่ะครับ เพราะถ้ามองย้อนกลับไป 12 เดือนที่ผ่านมา ปีนี้เป็นปีที่มีเรื่องราวหนักๆ เยอะมากจริงๆ ครับ ทั้งสภาวะเศรษฐกิจที่บีบหัวใจ ค่าครองชีพที่พุ่งสูงสวนทางรายรับ แถมยังมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้อย่างเรื่องแผ่นดินไหว น้ำท่วม สภาพอากาศที่ไม่ค่อยดีทั้งปี และความกังวลเรื่อง AI ที่เข้ามาผสมโรงอีก 

     แต่ท่ามกลางความวุ่นวายนั้น ผมกลับมองเห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจซ่อนอยู่ครับ เพราะผมเชื่อว่าปี 2026 ที่กำลังจะมาถึงนี้ จะไม่ใช่ปีแห่งความสิ้นหวัง แต่จะเป็นปีแห่งการปรับตัว และเติบโตไปอีกขั้นของวงการเอเจนซี่โฆษณา และทีมรับทำการตลาดเลยล่ะครับ 

     วันนี้ผมเลยอยากหยิบเอาข้อมูลในการทำการตลาดออนไลน์ที่น่าสนใจมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้เตรียมตัวรับมือกับกระแสลมที่กำลังเปลี่ยนทิศครับ

เอเจนซี่ต้องรู้ “ความสบายใจ” เป็นสินค้าใหม่ที่คนยอมจ่าย

     เพราะถ้าเราสังเกตกันดูดีๆ จะเห็นได้ชัดเลยว่า ในขณะที่เราบ่นกันว่าเศรษฐกิจไม่ดี เงินฝืดแต่ร้านหมูกระทะ ร้านอาหารดีๆ หรือคาเฟ่สวยๆ กลับยังมีลูกค้าต่อคิวกันยาวเหยียดอยู่เหมือนเดิม ซึ่งเหตุผลของเรื่องนี้มันสะท้อนอะไรบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่าแค่เรื่องกินเรื่องเที่ยวครับ 

     โดยเรื่องพวกนี้มันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคนไทยติดกินติดเที่ยวกันหรอกนะครับ แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงทางออก ของคนในยุคนี้มากกว่า เพราะในวันที่ความเครียดรุมเร้าจากทุกทิศทาง หลายๆ คนจึงเลือกที่จะระบายความเครียดไปกับการซื้อความสุขรายวัน เพื่อชุบชูใจที่เหนื่อยล้าแทนมากกว่านั่นเอง

     ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีการยืนยันชัดเจนจากงาน SME Thailand Future Day 2026 ที่ผมได้มีโอกาสไปนั่งฟังมาครับ โดยใน Session ของคุณอรุณโรจน์ เหล่าเจริญวงศ์ ได้เปิดเผยข้อมูลชุดหนึ่งที่ทำให้ผมเห็นภาพชัดเลยครับว่า พฤติกรรมการใช้เงินของคนไทยเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ ซึ่งข้อมูลนั้นระบุว่าในช่วงปี 2023 – 2025 สินค้าในหมวดเทคโนโลยีที่เคยเป็นของที่คนชอบใช้กันมาตลอด อย่างโทรศัพท์มือถือ กลับมียอดเติบโตลดลง -2% และเครื่องใช้ไฟฟ้าลดลง -1% แต่ในทางกลับกัน สินค้าที่เติมเต็มความสุขรายวันอย่าง เครื่องดื่ม กลับโตพุ่งถึง +9% ตามมาด้วย อาหาร และของใช้ในบ้าน ที่กอดคอกันโตขึ้น +7% เท่ากันเป๊ะเลยครับ

     ซึ่งจากตัวเลขเหล่านี้ มันแสดงให้เห็นเลยครับว่าผู้บริโภคไม่ได้เลิกใช้เงินกับทุกเรื่องนะครับ เพียงแต่เขาเปลี่ยนการใช้เงินมาเป็นการจ่ายเพื่อฮีลใจตัวเองมากขึ้นมากกว่า และนี่แหละครับ ที่จะเป็นโจทย์ใหม่ที่ท้าทายสำหรับเอเจนซี่โฆษณา และคนที่รับทำการตลาดในปีหน้า เพราะสินค้าคุณภาพดี ฟังก์ชันครบ มันกลายเป็นแค่มาตรฐานขั้นต่ำไปแล้ว แต่สิ่งที่ลูกค้ามองหาจริงๆ คือความสบายใจ และความชอบต่างหากครับ และเมื่อเราลองเจาะลึกลงไปในรายละเอียด ก็จะพบว่าความต้องการเหล่านี้ถูกสะท้อนออกมาผ่าน 4 กลุ่มผู้บริโภคหลัก ที่กำลังจะกลายเป็นตัวแปรสำคัญของตลาดปี 2026 เลยล่ะครับ แล้วจะมีกลุ่มผู้บริโภคแบบไหนบ้าง มาดูกันเลย

เปิดลิสต์ 4 กลุ่มลูกค้าพลังซื้อสูงที่แบรนด์ห้ามมองข้าม

1.กลุ่มนักช้อปฉลาดเลือก จ่ายแพงได้ แต่ต้องคุ้มค่าที่สุด

     มาเริ่มกันที่กลุ่มแรกที่เป็นฐานประชากรส่วนใหญ่ของประเทศกันก่อนดีกว่าครับ โดยสิ่งที่ทำให้คนกลุ่มนี้น่าจับตามองมากๆ คือพฤติกรรมการใช้จ่าย ที่แม้มองว่าราคายังคงเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อก็จริง แต่พวกเขากลับมองว่าของที่ราคาถูกที่สุด อาจจะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายเสมอไปแล้วครับ 

     เพราะจากข้อมูลระบุว่ามีคนไทยกว่า 40% ยอมที่จะขยับงบจ่ายเพิ่มขึ้นได้ ถ้าเขามั่นใจว่าของชิ้นนั้นมันดีกว่า หรือคุ้มค่ากว่ามาตรฐานทั่วไปจริงๆ ตัวอย่างเช่น การยอมจ่ายเพิ่มเพื่อน้ำยาล้างจานสูตรถนอมมือที่ไม่กัดผิว หรือการเลือกซื้อกระดาษทิชชูเกรดพรีเมียมที่หนานุ่มกว่าเพื่อสุขอนามัยที่ดี ตรงนี้แหละที่เป็นโอกาสให้คนรับทำการตลาดต้องรีบหยิบมาปรับกลยุทธ์การทำการตลาดออนไลน์ให้ทัน

     เพราะคนกลุ่มนี้เขาภาคภูมิใจในการใช้จ่ายอย่างฉลาดมาเป็นอันดับหนึ่ง ดังนั้นโจทย์ใหญ่ของแบรนด์ หรือเอเจนซี่โฆษณา จึงเป็นการเปลี่ยนจากการแข่งกันตัดราคา มาเป็นการแข่งกันที่ความคุ้มค่า โดยต้องพิสูจน์ให้เขาเห็นด้วยข้อมูลเปรียบเทียบแบบชัดๆ เลยว่า เมื่อเขาจ่ายเพิ่มขึ้น เขาจะได้อะไรกลับไปที่ เป็นสิ่งที่ดีกว่า หรือเหนือกว่าสินค้าอื่นๆ แบบเดียวกันครับ

2. กลุ่มคนโสดรักอิสระ เน้นอะไรง่ายๆ ไม่วุ่นวาย

     ต่อมาคือกลุ่มคนโสดที่ถือว่ามีสัดส่วนมากถึง 1 ใน 4 ของประชากรไทย และมีแววว่าเทรนด์การอยู่คนเดียวจะกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วด้วยครับ ดังนั้นพฤติกรรมที่น่าจับตามองของคนกลุ่มนี้คือ โดยพื้นฐานพวกเขาจะรักอิสระขั้นสุด ชอบกินข้าวคนเดียว เที่ยวคนเดียวครับ เพราะรู้สึกว่ามันจัดการชีวิตง่ายกว่า ไม่ต้องรอใคร 

     ซึ่งก็จะส่งผลมาถึงการเลือกซื้อสินค้าต่างๆ ด้วยเช่นกัน เช่น การเลือกซื้อเครื่องปรุงอาหารไซส์มินิสำหรับทำกินคนเดียว หรือการมองหาคอนโดที่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ได้เพื่อเป็นเพื่อนคลายเหงา มากกว่าการมองหาคอนโดสำหรับครอบครัว ซึ่งเทรนด์เหล่านี้นี่แหละ ที่เป็นสัญญาณบอกให้เอเจนซี่โฆษณา ที่ทำการตลาดออนไลน์ ต้องเริ่มปรับคอนเทนต์ให้เข้าถึงไลฟ์สไตล์แบบนี้มากขึ้น ด้วยการตีโจทย์คำว่าอิสระให้แตกครับ 

     นั่นหมายถึงว่าสินค้าหรือบริการของคุณจะต้องดูมีความ Friendly กับการใช้คนเดียว มีวิธีใช้ง่าย ไม่ซับซ้อน และต้องทำให้เขารู้สึกปลอดภัยในการใช้บริการคนเดียวมากที่สุดครับ เช่น ร้านอาหารที่มีโซนที่นั่งเดี่ยวแบบส่วนตัว หรือทัวร์ที่เที่ยวคนเดียวก็ไม่เหงา ซึ่งจริงๆ แล้ว ก็พอมีบริการพวกนี้ให้เห็นกันบ้างแล้วในปีนี้ครับ เพียงแต่ว่าทีมรับทำการตลาด อาจจะต้องหยิบมาโปรโมตให้มากกว่านี้

3. กลุ่มผู้ใหญ่หัวใจเด็ก ใช้การเล่นบำบัดความเครียด

     กลุ่มที่สามนี่ สารภาพเลยว่าตอนผมฟังบรรยาย ก็แอบเห็นภาพภาพตัวเอง และเพื่อนๆ อยู่เหมือนกันครับ เพราะประชากรส่วนมากของกลุ่มนี้ ก็หนีไม่พ้นกลุ่ม Gen Z และ Gen Y ที่ทำงานหนักเครียดๆ แล้วต้องหาทางระบายอารมณ์นั่นแหละครับ แน่นอนว่าคนที่ทำงานในวงการเอเจนซี่โฆษณา อย่างเราๆ ก็น่าจะเป็นลูกค้ากลุ่มนี้เหมือนกันครับ

     เพราะด้วยค่านิยมของสมัยนี้ หลายๆ คนต่างมองว่าความเป็นผู้ใหญ่ไม่ได้วัดกันที่ความเคร่งขรึม เงียบสงบ และภูมิฐานอีกต่อไปแล้วครับ แต่มันคือการที่เราโตพอที่จะสามารถสานฝันในวัยเด็ก หรือความสุขเล็กๆ แบบเด็กๆ ได้ด้วยตัวเองแล้วต่างหาก ทำให้เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราจึงเห็นปรากฏการณ์ที่คนวัยทำงานแห่กันไปซื้อกล่องสุ่มอาร์ตทอย หรือสะสมของเล่นกันเป็นว่าเล่นนั่นแหละครับ

     ซึ่งในแง่ของการวางแผนทำการตลาดออนไลน์ ผมขอบอกเลยว่านี่คือโอกาสทองครับ เพราะแบรนด์ต่างๆ จะสามารถเล่นกับความทรงจำวัยเด็ก หรือสร้างเรื่องราวความสนุกสนานผ่านสินค้าของแบรนด์เพื่อช่วยให้เขารู้สึกว่า สินค้า และบริการของเรา สร้างความสุข และบำบัดจิตใจให้พวกเขาได้ เพราะสิ่งที่คนกลุ่มนี้ต้องการที่สุด คือพื้นที่ปลอดภัยทางความรู้สึกนั่นเอง

4.กลุ่มรุ่นใหญ่วัยเก่า ที่พร้อมจ่ายเพื่อประสบการณ์ที่ดี

     กลุ่มสุดท้ายผมขอเรียกว่ากลุ่มรุ่นใหญ่ Gen X และ Baby Boomer ครับ เป็นกลุ่มที่แม้แต่เอเจนซี่โฆษณา หรือทีมรับทำการตลาดบางแห่งอาจมองข้ามไปบ้าง แต่ขอบอกเลยว่าจริงๆ แล้วนี่คือกลุ่มที่กระเป๋าหนัก และพร้อมจ่ายได้มากที่สุดเลยล่ะครับ 

     เพราะจากสถิติแล้ว ลูกค้ากลุ่มนี้เป็นวัยที่มีความสุขในชีวิตสูงมาก รวมถึงมีทั้งเวลา และกำลังทรัพย์ ที่พร้อมจะเปย์เพื่อการพักผ่อน และการท่องเที่ยวแบบจัดเต็ม ตัวอย่างเช่น การจองทริปเรือสำราญเพื่อพักผ่อนยาวๆ หรือการเข้าคอร์สดูแลสุขภาพแบบองค์รวมเพื่อยืดอายุขัย ซึ่งถือว่าเป็นลูกค้ากลุ่มสำคัญที่ทีมรับทำการตลาดสายสุขภาพ และท่องเที่ยวต้องจับตามอง และวางแผนทำการตลาดออนไลน์ให้ดีเป็นพิเศษเลยครับ

     ดังนั้นการทำการตลาดออนไลน์กับกลุ่มนี้ ผมมองว่ามันต้องต้องเปลี่ยนจากการขายของว่าสินค้า หรือบริการของเราคืออะไร เป็นการเล่าประสบการณ์ที่เขาจะได้รับ จากสินค้า หรือบริการแทนครับ รวมถึงการเข้าหาด้วยการทำคอนเทนต์เชิงอารมณ์ ให้เขารู้สึกว่า ชีวิตเขาจะมีคุณค่า ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ หรือได้ประโยชน์ต่อร่างกายตัวเองได้ ซึ่งถ้าแบรนด์จับจุดนี้ได้ก็อาจได้ Brand Loyalty เพิ่มขึ้นด้วยครับ

ความรู้การตลาดที่ Unicronet แนะนำ

ถ้าอยากรู้ว่าการมี Brand Loyalty ดีต่อแบรนด์ยังไง ทำไมหลายๆ เจ้าถึงพยายามปั้นให้ลูกค้าภักดีต่อแบรนด์ขนาดนั้น สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความนี้เลยครับ

🔗 รู้จัก! Brand Loyalty ทำไมความภักดีต่อแบรนด์ถึงสำคัญในยุคดิจิทัล

บทสรุป

      อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผมเชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะพอเห็นภาพรวมเหมือนกับผมนะครับว่า ในปี 2026 ที่กำลังจะมาถึงนี้ เกมการแข่งขันของโลกธุรกิจมันได้เปลี่ยนรูปแบบไปยังไงบ้าง ซึ่งหัวใจสำคัญนั้น อาจจะไม่ใช่แค่การแข่งกันผลิตสินค้าดีๆ ออกมาวางขาย แล้วให้เอเจนซี่โฆษณา หรือทีมรับทำการตลาด ช่วยวางแผนทำการตลาดออนไลน์แบบขายสรรพคุณสินค้าตรงๆ เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป 

    แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการแข่งกันสร้างความหมายบางอย่าง ให้เข้าไปนั่งอยู่ในใจของลูกค้าให้ได้ครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความรู้สึกที่ได้ฉลาดเลือก ความรู้สึกมีอิสระ ความสบายใจ หรือแม้กระทั่งความภาคภูมิใจในการใช้สินค้า หรือบริการนั้นๆ

     สุดท้ายนี้ผมอยากจะฝากทิ้งท้ายไว้สักนิดว่าในตอนนี้โลกของธุรกิจหมุนเร็วมากเสียจนน่าตกใจจริงๆ ครับ เทรนด์การตลาดแทบจะเปลี่ยนปีต่อปีเลย ดังนั้นสูตรสำเร็จเดิมๆ ที่เราเคยใช้ อาจจะไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีเหมือนเก่าอีกต่อไปแล้วก็ได้ครับ ดังนั้นการลองเปิดใจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการรับทำการตลาด หรือลองมองหาพาร์ทเนอร์ที่เป็นเอเจนซี่โฆษณาที่มีความมืออาชีพ เข้ามาช่วยวิเคราะห์ และวางกลยุทธ์ใหม่ๆ ก็อาจจะเป็นทางลัดสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณปรับตัวได้ และไม่หลุดออกจากสนามแข่งแห่งนี้ก็ได้นะครับ

หากคุณกำลังมองหาที่ปรึกษาและทีมรับทำการตลาด เอเจนซี่โฆษณา สร้างยอดขายทะลุเป้าแบบก้าวกระโดด ติดต่อเราเพื่อให้ธุรกิจของคุณไปสู่เป้าหมายที่ใฝ่ฝัน

ติดต่อรับคำปรึกษาฟรี !!!

Tel : 094-616-3651

Line OA : @unicronet

#Unicronet #PerformanceMarketing #digital agency #เอเจนซี่โฆษณา #Marketing agency #ทำการตลาดออนไลน์ #Content marketing

ผู้เขียนบทความ

นิค (ขาวดำ)

ชญานิศ จิตรีปลื้ม (นิก)

     Founder of Unicronet Agency และ Right Lane Academy ที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิทัลที่เชื่อว่าทุกกลยุทธ์ต้องวัดผลได้จริง ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปีในการทำงานร่วมกับแบรนด์ชั้นนำ มีความเชี่ยวชาญในการใช้ AI และ Martech เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจที่ชัดเจน และจับต้องได้

     (Digital Marketing Strategy ) ประสบการณ์วางแผนกลยุทธ์ทางด้าน Digital Marketing โดยเฉพาะ Online Platform ยอดนิยม เช่น Facebook ads , Google ads , SEO , Tiktok , Line , Youtube , Marketplace Ads มากกว่า 500+ Campaign

     (Digital Media Tools ) ประสบการณ์ด้าน Consult เทคนิคเชิงลึกสำหรับ Digital Media Tools เพื่อให้ทุกงบการลงทุนโฆษณาคุ้มค่ามากที่สุด อาทิเช่น การเพิ่ม Conversion ให้ธุรกิจ , เทคนิค ทำอย่างไรให้ CPA ราคาถูกลง , มีคนทักเยอะ ไม่มีคุณภาพ ปิดการขายไม่ได้ , สินค้าเสี่ยง Policy พร้อมเทคนิคการยิงแอดยังไงให้ไม่โดน Reject

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจอื่นๆของเรา

ในยุคที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลและเปรียบเทียบทุกข้อเสนอได้เพียงแค่ปลายนิ้ว การทำธุรกิจดูเหมือนจะถูกบีบให้ต้องแข่งขันกันอย่างดุเดือดมากขึ้นเรื่อยๆ เราอยู่ในจุดที่บรรยากาศของตลาดเต็มไปด้วยการจัดแคมเปญกระตุ้นยอดขาย เปิดแอปพลิเคชันไหนก็มักจะเจอแต่ป้ายลดราคาดึงดูดสายตา จนหลายครั้งการหั่นราคากลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของการค้าขายไปโดยปริยาย เมื่อสภาพแวดล้อมของตลาดเป็นแบบนี้ ลองค่อยๆ นึกภาพตามสถานการณ์ที่มักจะเกิดขึ้นจริงดูนะครับ ธุรกิจหนึ่งที่เคยเดินหน้าไปได้เรื่อยๆ จู่ๆ ยอดขายกลับเริ่มตกลงและชะลอตัว ขณะเดียวกันคู่แข่งในตลาดก็เริ่มสาดโปรโมชั่นลดราคาเพื่อแย่งความสนใจ เจ้าของธุรกิจเมื่อเห็นกราฟยอดขายเริ่มนิ่ง ประกอบกับความกังวลว่าจะเสียฐานลูกค้า ก็มักจะตัดสินใจหั่นราคาตามเพื่อดึงคนกลับมา แต่เรื่องมักไม่จบแค่นั้น เพราะเมื่อเราลด คู่แข่งก็อาจจะตอบโต้ด้วยการดัมพ์ราคาให้ถูกลงไปอีก ธุรกิจก็ต้องกัดฟันลดตามไปอีกรอบเพื่อรักษายอดเอาไว้ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ออเดอร์อาจจะกลับมาคึกคัก ยอดขายรวมอาจจะพอดูได้ หรือบางครั้งยอดขายอาจจะเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ แต่พอถึงสิ้นเดือนมานั่งดูบรรทัดสุดท้ายของบัญชี กำไรกลับหดหายไปจนแทบไม่เหลือ ภาพนี้ชี้ให้เห็นความจริงที่น่าตกใจว่า “ยอดขาย” กับ “กำไร” ไม่ใช่เรื่องเดียวกันเลย คำถามสำคัญที่ตามมาก็คือ ถ้าการลดราคาช่วยให้คนตัดสินใจซื้อและขายของได้ง่ายขึ้น แล้วทำไมธุรกิจจำนวนมากยิ่งแข่งกันลดราคากลับยิ่งรู้สึกเหนื่อย และไปต่อได้ยากขึ้นเรื่อยๆ? นั่นเป็นเพราะ Price War หรือสงครามราคา ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการตั้งราคาหรือการแข่งกันเปลี่ยนตัวเลขบนป้าย แต่มันเป็นปัญหาเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกำไร ความคาดหวังของลูกค้า ภาพลักษณ์ของแบรนด์ และความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ในมุมของคนที่ทำงานเป็นเอเจนซี่โฆษณาหรือรับทำการตลาด สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่การทำโปรโมชั่นลดราคาเพียงครั้งคราว แต่คือการที่ธุรกิจเริ่มเสพติดและใช้ “ราคา” เป็นคำตอบหลักในการแก้ปัญหาสำหรับการทำการตลาดออนไลน์ต่างหากครับ ทำไมหลายธุรกิจถึงติดกับดักสงครามราคา? การตัดสินใจก้าวเข้าสู่สมรภูมิราคามักไม่ได้เกิดจากความตั้งใจที่จะทำลายตลาดตั้งแต่แรก แต่มันเกิดจากแรงกดดันรอบด้านที่บีบคั้นให้ธุรกิจต้องหาทางออกที่รวดเร็วที่สุด เมื่อคู่แข่งชิงลดราคาก่อน เราก็กลัวว่าจะสูญเสียส่วนแบ่งการตลาด บางครั้งก็เป็นความต้องการที่จะเร่งระบายสินค้าเพื่อนำกระแสเงินสดมาหมุนเวียน หรือพยายามดึงดูดลูกค้าใหม่ๆ […]

เคยสงสัยไหมครับว่าทำไม ยิ่งเราทุ่มเทแรงกายแรงใจผลิตคอนเทนต์ลงเพจมากเท่าไหร่ แต่บางครั้งยอดคนเห็นกลับดิ่งลงเรื่อยๆ จนน่าใจหาย หลายธุรกิจในปัจจุบันกำลังติดอยู่ในวังวนของการแข่งขันกับความเร็ว แล้วเชื่อว่ากุญแจสำคัญในการทำออนไลน์คือความถี่ในการนำเสนอ จนมองหาคนมารับทำการตลาดที่สัญญาว่าจะโพสต์ให้ได้วันละหลายๆ คอนเทนต์ แต่สุดท้ายผลลัพธ์กลับกลายเป็นความเงียบเหงาที่ไม่มีใครตอบรับ เพจเริ่มเงียบ ยอดขายเริ่มนิ่ง ทั้งที่ทีมงานขยันอัปเดตข้อมูลแทบจะทุกชั่วโมง ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของระบบเพียงอย่างเดียวหรอกครับ แต่เกิดจากเส้นผมบังภูเขาที่คนทำธุรกิจส่วนใหญ่มักมองข้ามไปต่างหาก สิ่งที่ผมเจอบ่อยเวลาพูดคุยกับลูกค้าที่เข้ามาปรึกษาเรื่องการทำการตลาดออนไลน์ คือความกังวลใจเรื่องเมทริกซ์หลังบ้านที่ดูไม่สอดคล้องกับความตั้งใจ บางบริษัทถึงขั้นเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ดูแลมาแล้วหลายคนเพราะแก้ปัญหายอดการมองเห็นไม่ได้ ในฐานะคนที่คลุกคลีอยู่ในเอเจนซี่มาหลายปี ผมบอกได้เลยว่านี่คือ Pain Point คลาสสิกที่แบรนด์ส่วนใหญ่ต้องเผชิญ และมุมมองของคนทำงานในเอเจนซี่โฆษณาอย่างพวกผม มักจะเริ่มต้นแก้ไขปัญหานี้ด้วยการกลับไปรื้อข้อมูลดิบมาวิเคราะห์อย่างละเอียด เพราะความจริงที่โหดร้ายในโลกดิจิทัลจริงๆ ก็คือการสาดคอนเทนต์ลงไปปริมาณมากๆ ไม่ได้แปลว่าอัลกอริทึ่มจะฟีดเนื้อหาของคุณให้ผู้คนเห็นมากขึ้น ในหลายครั้งมันกลับส่งผลเชิงลบ ทำลายประสิทธิภาพของเพจด้วยซ้ำไป วันนี้ผมจะพาทุกคนมาเจาะลึกเบื้องหลังการทำงานของระบบอย่างตรงไปตรงมา ว่าทำไมกลยุทธ์การโพสต์บ่อยจึงไม่ใช่สูตรสำเร็จอีกต่อไป และเราควรต้องปรับตัวชี้วัดอะไรบ้างก่อนที่จะตัดสินใจปรับเปลี่ยนทิศทางคอนเทนต์บนพื้นที่ออนไลน์ของคุณ โพสต์ถี่ ทำไม Reach กลับลดลง หลายธุรกิจเข้าใจผิดว่าจำนวนเนื้อหาแปรผันตรงกับยอดการมองเห็น โดยคิดเอาเองว่ายิ่งสร้างทางเลือกให้ผู้บริโภคมากเท่าไหร่ โอกาสที่กลุ่มเป้าหมายจะเลื่อนฟีดมาเจอก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมีระบบคัดกรองที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก การทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของตัวเลขเหล่านี้จึงเป็นด่านแรกที่คนทำธุรกิจต้องเรียนรู้ Reach และ Engagement ต่างกันอย่างไร เวลาวิเคราะห์เพจ ผมมักเริ่มจากการปรับความเข้าใจเรื่องฐานรากของสองคำนี้ใหม่เสมอ เพื่อให้เห็นภาพตรงกัน Reach คือจำนวน “คน” หรือบัญชีผู้ใช้งานที่ไม่ซ้ำกัน ซึ่งมีโอกาสมองเห็นโพสต์ของคุณอย่างน้อยหนึ่งครั้ง […]

หลายๆ คนที่ยิงแอด อาจจะเคยเจอปัญหาแบบนี้กันใช่ไหมครับ? ที่ยิงแอดไปก็ค่าคลิกแพงขึ้นทุกวันแต่ยอดโอนกลับนิ่งสนิท หรือบางทีหน้าแดชบอร์ดก็โชว์ว่าคนทักอินบ็อกซ์มารัวๆ แต่พอเอาเข้าจริง ทีมเซลส์กลับปิดการขายไม่ได้เลยสักออเดอร์ พอเห็นตัวเลข ROAS (Return on Ad Spend) ค่อยๆ ร่วงลงเรื่อยๆ หลายคนก็เริ่มถอดใจ แล้วหันไปโทษว่าแพลตฟอร์มปรับอัลกอริทึมบ้างล่ะ หรือคู่แข่งในตลาดตัดราคาบ้างล่ะ แต่เอาจริงๆ นะครับ จากประสบการณ์ที่ผมขลุกอยู่กับหลังบ้านของลูกค้ามาหลายปี ผมพบว่าปัญหาใหญ่มันไม่ได้เกิดจากระบบของ Facebook หรือ Google เลยครับ แต่มันเกิดจาก “ความเชื่อผิด ๆ” ที่ฝังหัวเจ้าของธุรกิจหลายคนต่างหาก ซึ่งในตอนที่ลูกค้าตัดสินใจเข้ามาปรึกษาทีมรับทำการตลาด สิ่งแรกที่ผม และทีมมักจะทำ ไม่ใช่การรีบเปิดคอมพิวเตอร์แล้วกดสร้างแคมเปญใหม่ให้ทันทีนะครับ แต่เราต้องมานั่งจับเข่าคุยเพื่อเคลียร์วิธีคิดกันใหม่ก่อนเลย และนี่คือ 5 ความเชื่อสุดคลาสสิกที่ผมเจอซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นความเชื่อที่ทำให้หลายธุรกิจต้องยอมจ่ายเงินทิ้งไปฟรีๆ ซึ่งผมอยากเอามาแชร์ให้ทุกคนลองเช็กตัวเองดูครับว่า เรากำลังเผลอทำสิ่งเหล่านี้อยู่หรือเปล่า ใช้เครื่องมือเดียวกัน แต่ทำไมผลลัพธ์ถึงต่างกัน  ลองนึกภาพตามผมนะครับ สมมุติว่ามีธุรกิจ A กับธุรกิจ B ขายสินค้าประเภทเดียวกันเป๊ะ กลุ่มลูกค้าก็คล้ายๆ กัน แถมยังใช้ฟีเจอร์ยิงแอดในระบบเดียวกันทุกปุ่ม แต่ทำไมผลลัพธ์ตอนสิ้นเดือนถึงได้ออกมาต่างกันราวฟ้ากับเหว? หลายคนอาจจะคิดว่า อ๋อ […]

เวลาที่ยอดขายเริ่มนิ่งหรือกราฟรายได้ไม่วิ่งตามเป้าหมาย สิ่งแรกที่เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่มักจะนึกถึงคือการเพิ่มงบประมาณโฆษณา หรือพยายามหาช่องทางใหม่ๆ เพื่อดึงดูดลูกค้าให้มากขึ้นใช่ไหมครับ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเลยล่ะ เพราะในยุคนี้ใครๆ ก็อยากเข้าถึงผู้บริโภคให้ได้เร็วที่สุดกันทั้งนั้น แต่สิ่งที่ผมเจอบ่อยมากจากการทำงานเบื้องหลังแคมเปญต่างๆ คือ หลายครั้งธุรกิจทุ่มเทแรงกาย และเม็ดเงินไปแต่ผลลัพธ์กลับไม่สะท้อนกลับมาเป็นยอดขายอย่างที่ควรจะเป็น เพราะปัญหาหลักของการทำการตลาดออนไลน์ที่ไม่เห็นผล ส่วนใหญ่มักไม่ได้เกิดจากการตั้งค่าแคมเปญที่ไม่ดี หรือการทำรูปภาพโฆษณาที่ไม่สวยงามหรอกนะครับ แต่บ่อยครั้งมันเกิดจากพื้นฐานของธุรกิจเรายังไม่พร้อมสำหรับการขยายผลบนโลกออนไลน์ต่างหาก การรีบอัดฉีดเงินโฆษณาโดยที่โครงสร้างหลังบ้านยังมีจุดสะดุด ก็เปรียบเสมือนการเติมน้ำลงในถังที่มีรอยรั่ว ต่อให้คุณพยายามหาน้ำมาเติมมากแค่ไหน สุดท้ายมันก็จะค่อยๆ ซึมหายไปอยู่ดีครับ ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจทุ่มงบก้อนใหญ่ หรือเริ่มมองหาทีมงานมารับทำการตลาดให้ ผมอยากชวนทุกคนมาลองถอยหลังมาหนึ่งก้าว แล้วทำการ “X-Ray” ธุรกิจของตัวเองอย่างละเอียดดูสักครั้งครับ การกลับมาทบทวนรากฐานเหล่านี้ไม่ใช่การจับผิดใคร แต่เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่ออุดรอยรั่ว และทำให้มั่นใจว่าทุกงบประมาณในการทำการตลาดออนไลน์ของคุณ จะถูกนำไปใช้เพื่อสร้างการเติบโตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด 5 จุด X-Ray เช็คโครงสร้างก่อนเริ่มการตลาดออนไลน์ การตรวจสอบโครงสร้างของธุรกิจก่อนเริ่มยิงโฆษณา คือขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมได้ชัดเจนขึ้นครับ ว่าระบบหลังบ้านของเราพร้อมที่จะรับมือกับลูกค้า และงบประมาณที่จะจ่ายไปแล้วหรือยัง เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าเวลาเอเจนซี่โฆษณารับบรีฟงานมา เรามองหาอะไรบ้าง นี่คือ 5 เช็คลิสต์สำคัญที่ผมมักจะใช้สแกนหาจุดอ่อนของธุรกิจ ซึ่งไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจบริการ ขายสินค้า B2B หรือ B2C ก็สามารถนำโครงสร้างนี้ไปวิเคราะห์ธุรกิจตัวเองได้เลยครับ รู้จักกลุ่มเป้าหมายจริงหรือยัง? หนึ่งในความท้าทายที่ผมมักจะพบเวลาเริ่มโปรเจกต์ใหม่ คือการระบุตัวตนของลูกค้าครับ หลายธุรกิจมีความตั้งใจที่ดีที่อยากจะมอบสินค้าให้กับทุกคน จึงกำหนดกลุ่มเป้าหมายไว้กว้างมากๆ แต่ในเชิงการทำงานจริง […]