X-Ray ธุรกิจสไตล์เอเจนซี่ 5 ข้อที่ต้องเตรียมพร้อมก่อนทำการตลาดออนไลน์

Table of Contents

     เวลาที่ยอดขายเริ่มนิ่งหรือกราฟรายได้ไม่วิ่งตามเป้าหมาย สิ่งแรกที่เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่มักจะนึกถึงคือการเพิ่มงบประมาณโฆษณา หรือพยายามหาช่องทางใหม่ๆ เพื่อดึงดูดลูกค้าให้มากขึ้นใช่ไหมครับ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเลยล่ะ เพราะในยุคนี้ใครๆ ก็อยากเข้าถึงผู้บริโภคให้ได้เร็วที่สุดกันทั้งนั้น แต่สิ่งที่ผมเจอบ่อยมากจากการทำงานเบื้องหลังแคมเปญต่างๆ คือ หลายครั้งธุรกิจทุ่มเทแรงกาย และเม็ดเงินไปแต่ผลลัพธ์กลับไม่สะท้อนกลับมาเป็นยอดขายอย่างที่ควรจะเป็น 

     เพราะปัญหาหลักของการทำการตลาดออนไลน์ที่ไม่เห็นผล ส่วนใหญ่มักไม่ได้เกิดจากการตั้งค่าแคมเปญที่ไม่ดี หรือการทำรูปภาพโฆษณาที่ไม่สวยงามหรอกนะครับ แต่บ่อยครั้งมันเกิดจากพื้นฐานของธุรกิจเรายังไม่พร้อมสำหรับการขยายผลบนโลกออนไลน์ต่างหาก การรีบอัดฉีดเงินโฆษณาโดยที่โครงสร้างหลังบ้านยังมีจุดสะดุด ก็เปรียบเสมือนการเติมน้ำลงในถังที่มีรอยรั่ว ต่อให้คุณพยายามหาน้ำมาเติมมากแค่ไหน สุดท้ายมันก็จะค่อยๆ ซึมหายไปอยู่ดีครับ

     ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจทุ่มงบก้อนใหญ่ หรือเริ่มมองหาทีมงานมารับทำการตลาดให้ ผมอยากชวนทุกคนมาลองถอยหลังมาหนึ่งก้าว แล้วทำการ “X-Ray” ธุรกิจของตัวเองอย่างละเอียดดูสักครั้งครับ การกลับมาทบทวนรากฐานเหล่านี้ไม่ใช่การจับผิดใคร แต่เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่ออุดรอยรั่ว และทำให้มั่นใจว่าทุกงบประมาณในการทำการตลาดออนไลน์ของคุณ จะถูกนำไปใช้เพื่อสร้างการเติบโตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด

5 จุด X-Ray เช็คโครงสร้างก่อนเริ่มการตลาดออนไลน์

     การตรวจสอบโครงสร้างของธุรกิจก่อนเริ่มยิงโฆษณา คือขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมได้ชัดเจนขึ้นครับ ว่าระบบหลังบ้านของเราพร้อมที่จะรับมือกับลูกค้า และงบประมาณที่จะจ่ายไปแล้วหรือยัง เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าเวลาเอเจนซี่โฆษณารับบรีฟงานมา เรามองหาอะไรบ้าง 

     นี่คือ 5 เช็คลิสต์สำคัญที่ผมมักจะใช้สแกนหาจุดอ่อนของธุรกิจ ซึ่งไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจบริการ ขายสินค้า B2B หรือ B2C ก็สามารถนำโครงสร้างนี้ไปวิเคราะห์ธุรกิจตัวเองได้เลยครับ

 

  1. รู้จักกลุ่มเป้าหมายจริงหรือยัง?

     หนึ่งในความท้าทายที่ผมมักจะพบเวลาเริ่มโปรเจกต์ใหม่ คือการระบุตัวตนของลูกค้าครับ หลายธุรกิจมีความตั้งใจที่ดีที่อยากจะมอบสินค้าให้กับทุกคน จึงกำหนดกลุ่มเป้าหมายไว้กว้างมากๆ แต่ในเชิงการทำงานจริง การกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่กว้างเกินไปมักจะทำให้เราสื่อสารได้ไม่คมพอครับ และเมื่อเราไม่สามารถเจาะจงได้ว่าลูกค้าตัวจริงคือใคร ข้อความในการสื่อสาร และคอนเทนต์ที่เราทำออกมาก็จะดูเป็นกลางๆ ไม่สะกิดใจใครเป็นพิเศษ สุดท้ายโฆษณาก็จะถูกปล่อยผ่านไป เพราะผู้บริโภคไม่รู้สึกว่าสินค้านี้ทำมาเพื่อแก้ปัญหาของเขาโดยเฉพาะ ทำให้ต้นทุนการตลาดออนไลน์สูงขึ้นโดยไม่จำเป็นครับ

     ในมุมมองของเอเจนซี่โฆษณา เราจึงเชื่อว่าการสื่อสารที่ทรงพลังที่สุดคือการสื่อสารที่เฉพาะเจาะจง การหาคนรับทำการตลาดเก่งๆ มาช่วยรันแคมเปญให้ จะได้ผลลัพธ์ที่ดีก็ต่อเมื่อเรามีโจทย์ที่ชัดเจน ยิ่งเรารู้จักพฤติกรรมเชิงลึก หรือปัญหาที่รบกวนจิตใจลูกค้ามากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งออกแบบเส้นทางลูกค้าได้แม่นยำ และใช้ต้นทุนต่อคลิกได้ถูกลงเท่านั้นครับ

วิธีเช็คเบื้องต้น

     ลองตั้งคำถามเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายให้ลึกลงไปกว่าแค่เรื่องเพศหรืออายุครับ เช่น ลูกค้าของเรามักจะค้นหาข้อมูลจากแพลตฟอร์มไหนเป็นหลัก? พวกเขามีความกังวลใจเรื่องอะไรก่อนตัดสินใจซื้อ? และสินค้าของเราเข้าไปช่วยทำให้ชีวิตประจำวันของเขาง่ายขึ้นได้อย่างไรบ้าง?

ตัวอย่างเช่น

     สมมติว่าคุณมีสินค้าที่ใช้งานได้กับทุกเพศทุกวัย หลายคนมักจะเลือกยิงโฆษณาหว่านไปทั่วประเทศเพราะหวังว่าใครเห็นก็คงซื้อ แต่ในความเป็นจริง การสาดงบไปหากลุ่มคนที่กว้างเกินไปมักจะเจอปัญหาค่าคลิกแพงและไม่มีคนทัก แต่ถ้าลองเปลี่ยนมาหากลุ่มคนที่กำลังเดือดร้อน และต้องการสินค้าคุณด่วนที่สุดแทนดูครับ การสื่อสารของคุณจะคมขึ้น โฆษณาจะทำงานได้ตรงจุด และประหยัดงบในการทำ Digital Marketing ลงไปได้มากเลยทีเดียว

 

  1. ธุรกิจมี “จุดต่าง” ที่ชัดเจนจากคู่แข่งหรือไม่?

     ในตลาดที่เต็มไปด้วยตัวเลือก สินค้าที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกันมักจะเผชิญกับสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงได้ยาก นั่นคือการถูกเปรียบเทียบ การนำเสนอเพียงแค่ว่าสินค้าของเราดีอาจจะไม่เพียงพออีกต่อไป และยิ่งหลายแบรนด์พยายามสื่อสารโดยนำเสนอจุดเด่นเรื่องคุณภาพสูง หรือบริการดีเยี่ยม ที่เป็นสิ่งที่ทุกแบรนด์ต่างก็พูดเหมือนกันแล้ว ลูกค้าก็มักจะตัดสินใจด้วยราคาเป็นปัจจัยหลัก ซึ่งนั่นอาจนำไปสู่สงครามการตัดราคาที่เหน็ดเหนื่อยได้เหมือนกัน

     ดังนั้นทุกครั้งที่เราวางกลยุทธ์ในเอเจนซี่โฆษณา สิ่งแรกที่เราควรจะตามหาคือ Value Proposition หรือคุณค่าที่แตกต่างครับ การจ้างทีมรับทำการตลาดมาช่วยกระพือข่าวนั้นทำได้ไม่ยาก แต่การทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าต้องซื้อแบรนด์นี้เท่านั้นคือหัวใจที่สำคัญกว่า

วิธีเช็คเบื้องต้น

     ลองนำสินค้าหรือบริการของเราไปวางเทียบกับคู่แข่งในตลาดสัก 3 แบรนด์ แล้วพิจารณาดูว่า มีเหตุผลอะไรบ้างที่ลูกค้าควรเลือกเราโดยที่ไม่ได้มองแค่เรื่องราคาที่ถูกกว่า มันอาจจะเป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน บริการหลังการขายที่รวดเร็ว หรือแม้แต่วิธีการนำเสนอแพ็กเกจจิ้งที่ตอบโจทย์การใช้งานมากกว่าก็ได้ครับ

ตัวอย่างเช่น

     ให้นึกภาพว่าคุณกำลังขายสินค้าที่มีสเปก ฟังก์ชัน และหน้าตาคล้ายกับคู่แข่งแทบทุกอย่าง แถมคู่แข่งรายใหญ่ยังสามารถทำราคาได้ถูกกว่า ถ้าคุณยังดึงดันจะนำเสนอการทำการตลาดออนไลน์ด้วยเรื่องสินค้าคุณภาพดี คุณจะต้องเหนื่อยกับการแข่งราคาแน่นอนครับ ในสถานการณ์แบบนี้ เราอาจจะสร้างจุดต่างด้วยบริการหลังการขาย การให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัว หรือการรับประกันที่ยาวนานกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ดึงดูดกลุ่มคนที่ยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อซื้อความสบายใจได้เป็นอย่างดีเลยล่ะครับ

 

  1. Website ของคุณ พร้อมรับแขกหรือยัง?

     ลองจินตนาการว่าการยิงโฆษณาคือการแจกใบปลิวเชิญคนมาร่วมงานที่บ้านดูครับ ต่อให้ใบปลิวจะออกแบบมาสวยและดึงดูดใจแค่ไหน แต่ถ้าแขกเดินทางมาถึงแล้วพบว่าประตูบ้านเปิดยาก ภายในบ้านมืดสนิท แถมหาของที่ต้องการไม่เจอ เขาก็คงเลือกที่จะเดินหันหลังกลับทันทีใช่ไหมล่ะครับ นี่คือหลุมพรางสำคัญที่ผมเจอบ่อยมากครับ หลายธุรกิจทุ่มงบทำการตลาดออนไลน์หลักแสนไปกับการทำคอนเทนต์หรือรูปภาพโฆษณาให้โดดเด่น แต่มักจะลืมใส่ใจปลายทาง ปล่อยให้หน้า Landing Page โหลดช้า ข้อมูลสินค้าไม่ครบถ้วน หรือมีปุ่มสั่งซื้อที่ซับซ้อนกดยาก สุดท้ายก็ต้องเสียลูกค้าที่อุตส่าห์สนใจคลิกเข้ามาไปอย่างน่าเสียดาย

     ในมุมมองของคนที่ทำงานในเอเจนซี่โฆษณา เรามองว่าโฆษณาที่ยอดเยี่ยมทำหน้าที่เพียงแค่ “เปิดการขาย” เพื่อพาคนมาที่หน้าประตูเท่านั้นครับ แต่หน้า Landing Page ที่ดีต่างหากคือพนักงานขายตัวจริงที่คอย “ปิดการขาย” การทำ Digital Marketing จึงไม่สามารถจบแค่เป้าหมายเรื่องยอดคลิกได้ เพราะต่อให้แคมเปญจะดึงดูดใจแค่ไหน แต่ถ้าบ้านของคุณยังไม่พร้อมรับแขก ยอด Conversion ก็จะหายวับไปต่อหน้าต่อตาทันทีครับ

วิธีเช็คเบื้องต้น

     วิธีตรวจสอบที่ง่ายที่สุดคือ ลองใช้โทรศัพท์มือถือของคุณเองกดเข้าเว็บไซต์หรือหน้า Sale Page ของตัวเองดูครับ จับเวลาดูว่าโหลดนานเกิน 3 วินาทีหรือไม่ รูปภาพชัดเจน และอ่านง่ายบนจอมือถือไหม ข้อมูลสำคัญอย่าง ราคา รายละเอียดสินค้า และรีวิว มีครบถ้วนหรือไม่ และที่สำคัญ ปุ่ม “สั่งซื้อ” หรือ “ติดต่อเรา” โดดเด่น และกดง่ายพอหรือเปล่าด้วยครับ

ตัวอย่างเช่น

     ลองคิดว่ามีเอเจนซี่โฆษณารับทำการตลาดให้แบรนด์ของคุณจนมีคนคลิกโฆษณาวันละหลายพันคน แต่พอพวกเขาเข้ามาถึงหน้าเว็บไซต์ กลับเจอตัวหนังสือที่อ่านยากบนจอมือถือ ต้องเลื่อนหาปุ่มสั่งซื้ออยู่นาน หรือต้องกดหลายขั้นตอนกว่าจะโอนเงินได้ ลูกค้าส่วนใหญ่จะหมดความอดทน และปิดหน้าจอหนีไป การปรับแก้ปุ่มสั่งซื้อให้ชัดเจน ลดขั้นตอนการกรอกข้อมูลให้เหลือน้อยที่สุด และทำหน้าเว็บให้โหลดไว จะช่วยเพิ่มยอดขายได้โดยไม่ต้องเพิ่มงบโฆษณาเลยแม้แต่บาทเดียว

บทความแนะนำโดย Unicronet

มี Website ที่ดีแล้ว ต้องมีบทความที่ใช่ด้วย เพราะลูกค้าหลายๆ คน ก็สนใจหาข้อมูลสินค้าต่างๆ ก่อนตัดสินใจซื้อ การมีบทความที่ดี จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์เป็นผู้รู้จริง และเชื่อถือในแบรนด์มากขึ้น รวมถึงใช้เวลาอยู่ในหน้า Website นานขึ้นด้วย มารู้จักการทำ ASEO ที่เป็นขั้นกว่าของการทำบทความ SEO ได้ที่บทความข้างล่างนี้เลย

 

🔗 เปิดโลก ASEO กลยุทธ์ SEO แบบใหม่ ที่เอเจนซี่ต้องรีบคว้าไว้


————————————————————————————————————-

  1. มีระบบเก็บข้อมูลลูกค้า เพื่อสานความสัมพันธ์ต่อไหม?

     การทำธุรกิจบนโลกออนไลน์โดยไม่ได้เก็บข้อมูลอะไรไว้เลย สำหรับผมมันเหมือนกับการจัดงานอีเวนต์ใหญ่โต แต่ดันไม่ขอช่องทางติดต่อของคนที่มาร่วมงานไว้เลยครับ พอถึงเวลาที่เราอยากจะจัดโปรโมชั่นหรือเชิญพวกเขามาซื้อของครั้งต่อไป เราก็ต้องเหนื่อยเริ่มนับหนึ่งใหม่ในการโปรโมททุกครั้ง

     สิ่งที่ผมเจอบ่อยคือ หลายธุรกิจมักจะโฟกัสแค่ยอดขายแบบวันต่อวัน พอลูกค้าโอนเงินซื้อของเสร็จก็ถือว่าจบกระบวนการ ไม่ได้มีการติดตั้งระบบ Tracking บนเว็บไซต์ หรือไม่ได้เก็บฐานข้อมูลพื้นฐานอย่างเบอร์โทรศัพท์หรืออีเมลเอาไว้เลย กลายเป็นว่าเรากำลังพลาดโอกาสทองในการกลับไปดูแลลูกค้าเก่า แล้วต้องคอยพึ่งพาการซื้อโฆษณาแพงๆ เพื่อหาคนแปลกหน้ามาทดแทนอยู่ตลอดเวลา

     จากประสบการณ์การทำงานในเอเจนซี่โฆษณา ผมกล้าพูดเลยครับว่า Data นี่แหละคือ “หัวใจสำคัญ” ที่ทำให้กลยุทธ์ของเราเฉียบคมขึ้น ทีมที่เขารับทำการตลาดจะสามารถวางแผนได้เต็มประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อมีข้อมูลหลังบ้านมาซัพพอร์ต ธุรกิจที่จะเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว มักจะต้องวางระบบจัดเก็บข้อมูลให้แน่นก่อนที่จะเริ่มสเกลอัดงบ Digital Marketing เสมอ เพราะข้อมูลพวกนี้จะช่วยให้เราทำแคมเปญประเภท Remarketing ตามกลับไปหาคนที่เคยสนใจหรือเคยซื้อสินค้าเราไปแล้วได้ ซึ่งแคมเปญลักษณะนี้มักจะใช้ต้นทุนโฆษณาที่ถูกกว่าการหาคนใหม่มาก แต่กลับสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ

วิธีเช็คเบื้องต้น

     ลองสำรวจระบบหลังบ้านดูครับว่า ปัจจุบันเราสามารถระบุได้ไหมว่าลูกค้าที่ทักมาในวันนี้มาจากแคมเปญโฆษณาตัวไหน? เรามีการติดตั้งระบบวิเคราะห์ข้อมูลผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์แล้วหรือยัง? และเรามีฐานข้อมูลลูกค้าเก่าที่พร้อมจะนำมาใช้ในการส่งโปรโมชั่นใหม่ๆ ผ่านช่องทางอื่นๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาการยิงแอดเพียงอย่างเดียวหรือไม่?

ตัวอย่างเช่น

     สมมติว่าธุรกิจของคุณมีการจัดโปรโมชั่นใหญ่ทุกๆ สิ้นปี ถ้าคุณไม่มีฐานข้อมูลอะไรไว้เลย คุณก็ต้องกำเงินก้อนใหญ่ไปจ่ายให้แพลตฟอร์มเพื่อหาลูกค้าใหม่ทั้งหมด แต่ถ้าที่ผ่านมาคุณมีการเก็บข้อมูลคนที่เคยทักแชท เคยหยิบของลงตะกร้า หรือเคยเป็นลูกค้าเก่าไปแล้ว คุณสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาทำโฆษณาซ้ำเฉพาะกลุ่ม หรือส่งข้อความบรอดแคสต์ไปหาได้โดยตรง ซึ่งการทำการตลาดออนไลน์กับคนที่รู้จักแบรนด์เราอยู่แล้ว ใช้ต้นทุนต่ำกว่าการงมหาคนแปลกหน้าใหม่ๆ มหาศาลครับ

บทความแนะนำโดย Unicronet

และนอกจากการเก็บข้อมูลลูกค้าจะสำคัญแล้ว การเก็บข้อมูลให้เป็นระเบียบก็สำคัญไม่แพ้กัน มาดูเครื่องมือที่จะช่วยให้การจัดเก็บ และเลือกใช้ข้อมูลต่างๆ ของแบรนด์ได้ง่ายขึ้น ในบทความนี้เลย


🔗 Customer Data Platform (CDP) กับบทบาทสำคัญในการจัดการปัญหา Data Silos


————————————————————————————————————-

  1. กำหนด KPI และงบประมาณไว้ชัดเจนหรือยัง?

     การเดินทางโดยไม่มีจุดหมายปลายทางที่ชัดเจน มักจะทำให้เราหลงทางและเสียเวลามากกว่าที่ควรจะเป็น การทำโฆษณาออนไลน์ก็เช่นเดียวกันครับ การเดินถือเงินงบประมาณมาก้อนหนึ่งแล้วตั้งโจทย์แค่ว่า “อยากได้ยอดขายเยอะๆ” สำหรับผมถือว่าเป็นโจทย์ที่กว้างเกินไปและประเมินความสำเร็จได้ยากมากๆ

     สิ่งที่ผมเห็นบ่อยมากเวลาที่ธุรกิจเริ่มต้นทำการตลาดออนไลน์ คือการตั้งงบประมาณแบบกะเอาเองโดยไม่มีตัวชี้วัดความสำเร็จที่จับต้องได้ บางคนทำแคมเปญที่ตั้งใจแค่สร้างการรับรู้ แต่กลับไปคาดหวังผลลัพธ์ว่าต้องเกิดยอดขายทันที หรือบางทีทำแคมเปญโปรโมชั่นลดราคา แต่กลับไปโฟกัสวัดผลที่ยอดไลก์ยอดแชร์ซะงั้น พอเราไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนตั้งแต่แรก การวัดผลมันก็คลาดเคลื่อนไปหมด ทำให้เรามองไม่ออกเลยครับว่าควรต้องปรับปรุงแคมเปญตรงจุดไหน

     ในขั้นตอนการทำงานของเอเจนซี่โฆษณา การกำหนด KPI ถือเป็นเรื่องแรกๆ ที่เราต้องจับเข่าคุยและตกลงกันให้เคลียร์ตั้งแต่ก่อนเริ่มงานเลยครับ ไม่ว่าคุณจะรันแคมเปญเองหรือจ้างคนรับทำการตลาดให้ ทุกฝ่ายต้องมองเห็นภาพความสำเร็จเป็นภาพเดียวกันก่อน ในโลกของ Digital Marketing เราสามารถวัดผลข้อมูลได้ละเอียดลึกมาก ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนต่อการได้ลูกค้ามา 1 คน (CPA) หรือผลตอบแทนจากค่าโฆษณา (ROAS) การกำหนดตัวเลขและเป้าหมายเหล่านี้ให้ชัดเจน จะเป็นเหมือนเข็มทิศชั้นดีที่คอยบอกเราว่า เงินทุกบาทที่จ่ายไปกำลังเดินมาถูกทางหรือไม่ครับ

วิธีเช็คเบื้องต้น

     ก่อนที่จะเริ่มกดเผยแพร่โฆษณา คุณควรตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้ก่อนครับว่า วัตถุประสงค์หลักของแคมเปญนี้คืออะไร? เช่น หาคนลงทะเบียน เพิ่มคนเข้าเว็บ หรือปิดยอดขาย เป้าหมายที่วัดผลได้ในเดือนนี้คือเท่าไหร่? เช่น ต้องการ 200 Leads หรือยอดขาย 500,000 บาท และต้นทุนสูงสุดที่เรายอมรับได้ในการหาลูกค้า 1 คนอยู่ที่เท่าไหร่? เพื่อให้งบประมาณถูกใช้อย่างสมเหตุสมผล และสอดคล้องกับเป้าหมายของธุรกิจครับ

ตัวอย่างเช่น

     หลายครั้งที่มีคนนำงบก้อนหนึ่งมาทำการตลาด แล้วตั้งเป้าแค่อยากให้คนเห็นแบรนด์เยอะๆ แต่ลึกๆ แล้วอยากได้ยอดขาย พอวัดผลออกมาเห็นยอดไลก์ยอดแชร์พุ่งสูง แต่ไม่มีคนทักซื้อ ก็จะรู้สึกว่าแคมเปญนั้นล้มเหลว การแก้ปัญหานี้คือการปรับ KPI ใหม่ให้สอดคล้องกับธุรกิจตั้งแต่แรก เช่น เปลี่ยนมาวัดผลที่ต้นทุนต่อการทักแชท หรือผลตอบแทนจากค่าโฆษณาเพื่อให้รู้ชัดๆ ไปเลยว่า เงินที่จ่ายไปสามารถทำเงินกลับมาเข้ากระเป๋าได้เท่าไหร่ จะช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าแคมเปญไหนควรไปต่อ แคมเปญไหนควรหยุดครับ

บทสรุป

     ผมมักจะย้ำเสมอว่า การทำ Digital Marketing ไม่ใช่ตู้หยอดเหรียญที่แค่หยอดเงินค่าแอดเข้าไปแล้วยอดขายจะหล่นลงมาแบบการันตีผลลัพธ์ การที่ธุรกิจจะเติบโตได้อย่างยั่งยืน รากฐานหลังบ้านต้องแข็งแรงพอก่อนครับ

     นี่แหละครับคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องมานั่ง X-Ray ธุรกิจตัวเองกันก่อน เพราะมันจะช่วยให้เรามองเห็นรอยรั่วที่ซ่อนอยู่ หลายธุรกิจเสียเงินค่าการตลาดออนไลน์ไปฟรีๆ เพียงเพราะเราไม่เข้าใจ Customer Journey ไม่รู้ว่าลูกค้าเดินเข้ามาทางไหน มาสะดุดตรงไหน แล้วเทเราไปเพราะอะไร ดังนั้น ถ้าอยากโตจริงๆ เราต้องกลับมาเช็คให้ชัวร์ก่อนครับว่า เรากำลังสื่อสารอยู่กับคนที่ใช่ไหม สินค้าเรามีจุดเด่นที่สู้เขาได้หรือเปล่า หน้าเว็บเราพร้อมรับแขกไหม เรามีระบบเก็บข้อมูลลูกค้าไว้ต่อยอดไหม และสุดท้ายเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนพอให้วัดผลหรือยัง

     ในมุมมองของคนที่ทำเอเจนซี่โฆษณาการตลาด ธุรกิจที่ถือว่า “พร้อมยิงแอด” จริงๆ ไม่ใช่ธุรกิจที่ถืองบมาเยอะๆ เสมอไปนะครับ แต่คือธุรกิจที่เข้าใจจุดแข็งจุดอ่อนของตัวเอง มีระบบหลังบ้านที่พร้อมต้อนรับลูกค้า และพร้อมเอาข้อมูลมาปรับปรุงแคมเปญให้ดีขึ้นต่างหาก ผมเชื่อมั่นเลยครับว่า ถ้าคุณลองสำรวจและอุดรอยรั่วทั้ง 5 ข้อนี้จนแน่นแล้ว ไม่ว่าคุณจะลุยเองหรือจ้างทีมรับทำการตลาดในครั้งต่อไป การลงทุนของคุณจะคุ้มค่าและพาธุรกิจก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงแน่นอนครับ

     แต่ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกว่า อยากเช็คธุรกิจตัวเองแหละ แต่ยังจับจุดไม่ถูก ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน หรือไม่แน่ใจว่าตัวเองวิเคราะห์เองแล้วจะแม่นยำพอไหม สามารถทักมาพูดคุยกับผมผ่านเว็บไซต์นี้ได้เลยนะครับ เรามีบริการเข้าไปช่วย X-Ray ธุรกิจของคุณแบบเจาะลึก รับรองว่าภายใน 7 วัน คุณจะได้รู้ชัวร์ๆ ว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไร และรอยรั่วอยู่ตรงไหน พร้อมกันนี้เรายังมีแผนแก้ไขปรับปรุงโครงสร้างให้แบบจับมือทำใน 90 วัน เพื่อเตรียมธุรกิจของคุณให้พร้อมที่สุดก่อนลุยตลาดจริง ทักมาคุยกันได้เลยนะครับ ผมยินดีให้คำปรึกษาครับ!

———————————————————————————————————————————————————–

—————————-

หากคุณกำลังมองหาที่ปรึกษาและทีมรับทำการตลาด เอเจนซี่โฆษณา สร้างยอดขายทะลุเป้าแบบก้าวกระโดด ติดต่อเราเพื่อให้ธุรกิจของคุณไปสู่เป้าหมายที่ใฝ่ฝัน

ติดต่อรับคำปรึกษาฟรี !!!
Tel : 094-616-3651
Line OA : @unicronet

#Unicronet #PerformanceMarketing #digital agency #เอเจนซี่โฆษณา #Marketing agency #ทำการตลาดออนไลน์ #Content marketing

ผู้เขียนบทความ

นิค (ขาวดำ)

ชญานิศ จิตรีปลื้ม (นิก)

     Founder of Unicronet Agency และ Right Lane Academy ที่ปรึกษาด้านการตลาดดิจิทัลที่เชื่อว่าทุกกลยุทธ์ต้องวัดผลได้จริง ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปีในการทำงานร่วมกับแบรนด์ชั้นนำ มีความเชี่ยวชาญในการใช้ AI และ Martech เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจที่ชัดเจน และจับต้องได้

     (Digital Marketing Strategy ) ประสบการณ์วางแผนกลยุทธ์ทางด้าน Digital Marketing โดยเฉพาะ Online Platform ยอดนิยม เช่น Facebook ads , Google ads , SEO , Tiktok , Line , Youtube , Marketplace Ads มากกว่า 500+ Campaign

     (Digital Media Tools ) ประสบการณ์ด้าน Consult เทคนิคเชิงลึกสำหรับ Digital Media Tools เพื่อให้ทุกงบการลงทุนโฆษณาคุ้มค่ามากที่สุด อาทิเช่น การเพิ่ม Conversion ให้ธุรกิจ , เทคนิค ทำอย่างไรให้ CPA ราคาถูกลง , มีคนทักเยอะ ไม่มีคุณภาพ ปิดการขายไม่ได้ , สินค้าเสี่ยง Policy พร้อมเทคนิคการยิงแอดยังไงให้ไม่โดน Reject

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจอื่นๆของเรา

ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่กำลังเจอปัญหายอดขายไม่ขยับ และเริ่มตั้งคำถามว่าทำไมโพสต์คอนเทนต์ไปแล้วคนเห็นน้อยลง หรือยิงโฆษณาไปตั้งเยอะทำไมค่าใช้จ่ายสูงขึ้นแต่ยอดขายเท่าเดิม ผมบอกเลยว่าคุณไม่ได้เผชิญปัญหานี้อยู่คนเดียวครับ จากประสบการณ์ที่ผมทำงานในฝั่งเอเจนซี่โฆษณามาหลายปี ผมเจอลูกค้าที่เข้ามาปรึกษาด้วยปัญหานี้แทบทุกวัน เพราะโลกของการทำการตลาดออนไลน์เปลี่ยนแปลงเร็วมาก อัลกอริทึมปรับตัวตลอดเวลา จนหลายๆ แบรนด์พยายามหาคำตอบว่าตกลงแล้วกลยุทธ์แบบ Organic ที่เน้นสร้างคอนเทนต์ให้โตตามธรรมชาติ หรือกลยุทธ์แบบ Paid ที่เน้นจ่ายเงินซื้อโฆษณา แบบไหนให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่ากัน วันนี้ผมเลยอยากมาแชร์ประสบการณ์ และวิธีคิดจากคนทำงานจริง มาดูกันว่าในมุมมองของผู้ให้บริการรับทำการตลาดเราวางกลยุทธ์เรื่องนี้กันอย่างไร และบริษัทเอเจนซี่โฆษณาชั้นนำมีวิธีตัดสินใจเลือกใช้เครื่องมือเหล่านี้เพื่อขยายธุรกิจให้ลูกค้ากันแบบไหนบ้างครับ Organic vs Paid ความจริงที่ไม่มีใครเคยบอก เวลาเราวางแผนกลยุทธ์ เราจะไม่มองแค่ว่าอันไหนเสียเงินหรืออันไหนฟรี แต่วิธีที่เอเจนซี่โฆษณามองเครื่องมือสองตัวนี้ คือการมองถึงหน้าที่ของมันในการเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายครับ Organic ไม่ได้ฟรีอย่างที่คิด หลายคนมักเข้าใจว่า Organic คือการทำรูปหรือวิดีโอโพสต์ลงเพจโดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณา และถือว่าทำได้ฟรี แต่ในมุมของการทำการตลาดออนไลน์เชิงลึก Organic คือการปูรากฐานความน่าเชื่อถือครับ มันคือการสร้างคอมมูนิตี้ให้คนรู้สึกผูกพันกับแบรนด์ ผมมักจะบอกลูกค้าเสมอว่า Organic ไม่ได้ฟรีจริงหรอกครับ เพราะเบื้องหลังคอนเทนต์ที่คนแชร์เยอะๆ มันแลกมาด้วยเวลา และต้นทุนในการผลิตมหาศาล ทั้งค่าตัวทีมงาน กราฟิก และทีมรับทำการตลาดที่ต้องมาวิเคราะห์เทรนด์ ดังนั้น Organic จึงเป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างความเชื่อใจให้กับแบรนด์ต่างหากครับ Paid ไม่ใช่สูตรสำเร็จการันตียอด ในทางกลับกัน Paid Social […]

เอเจนซี่โฆษณา

เวลาที่ผมมีโอกาสได้นั่งคุยแลกเปลี่ยนมุมมองกับเจ้าของธุรกิจ หลายท่านมักจะแชร์ความหนักใจเรื่องหนึ่งให้ฟังอยู่เสมอครับ นั่นคือช่วงเวลาที่ธุรกิจเติบโตจนถึงจุดที่ต้องมองหาทีมงานภายนอกเข้ามาช่วยดูแลแบรนด์ แต่พอเริ่มเปิดรับข้อเสนอจากเอเจนซี่โฆษณาแต่ละที่ สิ่งที่มักจะสร้างความสับสนคือตัวเลขในใบเสนอราคาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง บางที่เสนอราคามาหลักหมื่นต้น ๆ ในขณะที่บางที่อาจจะขยับไปถึงหลักแสนหรือหลักล้าน ด้วยความที่ตัวเลขมันห่างกันขนาดนี้ จึงเป็นเรื่องปกติมากครับที่เราไปมองหาตัวเลือกที่ช่วยประหยัดต้นทุนได้มากที่สุดไว้ก่อน แต่จากมุมมองของคนที่ทำงานเบื้องหลังในวงการนี้มาหลายปี ผมอยากลองแชร์ให้ฟังว่า การใช้เรื่องของราคาเป็นตัวตั้งเพียงอย่างเดียว อาจจะทำให้เรามองข้ามมิติอื่น ๆ ที่สำคัญกว่าไปอย่างน่าเสียดายครับ เพราะการทำการตลาดออนไลน์ในยุคที่ข้อมูล และอัลกอริทึมเปลี่ยนกันแทบจะรายวัน มันไม่ใช่แค่การจ้างคนรับทำการตลาดมาผลิตคอนเทนต์ หรือกดปุ่มรันแคมเปญให้จบไป แต่มันคือการซื้อสมอง ซื้อเวลา และซื้อความเชี่ยวชาญของคนทำงานต่างหากครับ จุดที่น่าสนใจคือ เมื่อเราเลือกทีมรับทำการตลาดด้วยราคาที่ต่ำที่สุด สิ่งที่มักจะถูกลดทอนลงไปคือเวลาในการคิดกลยุทธ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้แบรนด์แตกต่าง และไปต่อได้ในระยะยาวด้วยซ้ำ บทความแนะนำโดย Unicronet แต่ถ้าหากใครยังไม่แน่ใจ ว่าเอเจนซี่มีความสำคัญในด้านการทำการตลาดมากแค่ไหน สามารถลองทำความรู้จักความหมายของเอเจนซี่ ได้ที่บทความด้านล่างนี้เลยครับ 🔗 ย้อนรอยความหมาย “เอเจนซี่” จากจุดเริ่มต้นถึงยุคดิจิทัล —————————————————————————————————– วันนี้ผมเลยอยากมาแชร์มุมมอง และประสบการณ์จากคนทำงานเบื้องหลังครับ ว่าถ้าเราอยากคัดกรองพาร์ทเนอร์เข้ามาช่วยธุรกิจให้คุ้มค่า มันมีเกณฑ์อะไรบ้างที่เราน่าหยิบมาพิจารณา โดยผมสรุปเป็น 5 ข้อหลัก ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการนำไปปรับใช้ครับ 1.เริ่มจากเป้าหมายธุรกิจ ไม่ใช่ราคา เวลาเริ่มต้นโปรเจกต์ใหม่ ถ้าเราอยากให้เงินของเราทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ผมมักจะแนะนำให้ลองเปลี่ยนวิธีการพูดคุยกับเอเจนซี่ตั้งแต่แรกดูครับ โดยโฟกัสไปที่เรื่องเหล่านี้แทน บอกเป้าหมายธุรกิจให้ชัดเจน […]

ผ่านปีใหม่มาได้แค่เดือนนิดๆ แต่ผมเชื่อว่าเจ้าของธุรกิจหลายคนเริ่มเหงื่อตกกันบ้างแล้วใช่ไหมครับ ถ้าใครรู้สึกว่าเปิดปีมาปุ๊บ การทำธุรกิจมันฝืดผิดปกติ ยิงแอดงบเท่าเดิมแต่ยอดไม่ขยับ หรือลูกค้าที่เคยซื้อง่ายๆ เริ่มหายหน้าหายตาไป ผมบอกตรงนี้เลยว่าคุณไม่ได้คิดไปเองครับ ในฐานะที่ผมได้มีโอกาสได้นั่งหัวโต๊ะประชุมวางแผนทำการตลาดออนไลน์ Q1-Q2 ให้กับลูกค้า ผมสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่ชัดเจนมากในช่วงเดือนที่ผ่านมา ลูกค้าหลายเจ้าเดินเข้ามาหาผมที่เอเจนซี่โฆษณาแล้วเปิดประโยคด้วยความกังวลว่า “เปิดปีมาเงียบมาก จะเอายังไงต่อดี?” บทความนี้ ผมเลยอยากชวนทุกคนมาผ่าเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ ให้เห็นไส้ในว่าภายใต้คำศัพท์หรูๆ อย่าง AI หรือ Data นั้น ของจริงที่เราต้องเจอคืออะไร และแบรนด์ไทยต้องปรับตัวท่าไหนถึงจะรอด บริบทของตลาด Digital ไทย “คนเยอะ แต่แยกกันอยู่” ก่อนจะไปดูว่าต้องทำอะไร เราลองมาดูสภาพการตลาดในบ้านเราตอนนี้กันก่อนครับ ถ้าดูแค่ตัวเลขผิวเผิน ใครๆ ก็บอกว่า Digital Marketing ไทยยังโตได้อีกแน่นอน แต่ในมุมคนทำงานจริงที่ต้องรับทำการตลาด ให้ลูกค้าทุกวันความน่ากลัวมันซ่อนอยู่ในรายละเอียดครับ เพราะในต้นปี 2026 นี้ บ้านเรามีคนใช้อินเทอร์เน็ตปาเข้าไป 67.8 ล้านคน หรือเกือบ 95% ของประเทศเลยล่ะครับ รวมถึงเข้าถึง Social Media อีก 56.6 ล้านคนด้วย […]

เอเจนซี่

     ผมเชื่อว่าในแวดวงคนทำงานเอเจนซี่ ช่วง 2-3 ปีมานี้ ไม่มีหัวข้อไหนจะร้อนแรงไปกว่าเรื่องของ AI อีกแล้วครับ ซึ่งคำถามที่ผมมักจะโดนลูกค้าถามอยู่บ่อยๆ เวลาไปพรีเซนต์งาน หรือแม้แต่คุยกันในวงกาแฟก็คือ “ตกลงตอนนี้ AI มันเก่งกว่าคนแล้วจริงๆ เหรอ?”       ผมในฐานะคนที่คลุกคลีอยู่กับงานรับทำการตลาดมานาน เห็นการเปลี่ยนผ่านมาจนถึงยุค Data-Driven ขอเรียนตามตรงเลยว่า คำตอบของเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” ครับ แต่มันมีมิติที่ลึกซึ้งกว่านั้นมาก โดยเฉพาะในเรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่าง “การอ่านใจลูกค้า”      วันนี้ผมเลยอยากจะมาชำแหละประเด็นนี้ให้ฟังกันชัดๆ แบบไม่มีกั๊ก ในมุมมองของคนที่ใช้งานจริง เจ็บจริง และเห็นผลลัพธ์จริง ว่าสรุปแล้วในสมรภูมิการทำการตลาดออนไลน์ AI คือเทพเจ้าองค์ใหม่ หรือเป็นแค่เครื่องมือที่ยังไงก็ขาดมนุษย์ไม่ได้กันแน่ ถอดรหัส AI อ่านพฤติกรรมลูกค้าด้วยวิธีไหน?      ซึ่งก่อนจะไปตัดสินว่าใครเก่งกว่ากัน อยากให้ลองทำความเข้าใจกลไกการอ่านใจที่แตกต่างกันก่อนครับ เพราะในขณะที่มนุษย์เรามักใช้ความรู้สึก และประสบการณ์ส่วนตัวในการตัดสินใจ แต่ AI จะเลือกใช้สิ่งที่จับต้องได้ และแม่นยำกว่า นั่นคือ […]