สัญญาจ้างการตลาดออนไลน์ ควรมีข้ออะไรบ้าง ก่อนเซ็นกับเอเจนซี่

สัญญาจ้างการตลาดออนไลน์ ควรมีข้ออะไรบ้าง ก่อนเซ็นกับเอเจนซี่

Table of Contents

หลังจากที่เลือกเอเจนซี่ที่อยากทำงานด้วยได้แล้ว ใบเสนอราคาผ่าน CEO แล้ว ขั้นสุดท้ายคือร่างสัญญาที่มักส่งมาให้คุณอ่านพร้อมกำหนดเซ็นภายในสัปดาห์นี้ครับ ช่วงนี้คือจังหวะที่ตกลงรายละเอียดได้ง่ายที่สุด เพราะทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้เริ่มงาน

สัญญาจ้างการตลาดออนไลน์ควรเขียนให้ชัด 8 เรื่อง ได้แก่ ขอบเขตงาน ค่าบริการที่แยกจากงบโฆษณา KPI และรอบทบทวน ความเป็นเจ้าของบัญชีโฆษณาและข้อมูล ลิขสิทธิ์ชิ้นงาน ข้อมูลลูกค้าและความลับ รูปแบบรายงาน และเงื่อนไขการบอกเลิกพร้อมการส่งมอบ สามเรื่องที่แก้ทีหลังยากที่สุดคือเจ้าของบัญชีโฆษณา การแยกค่าบริการออกจากงบโฆษณา และสิ่งที่ต้องได้คืนเมื่อเลิกจ้าง จึงควรตกลงให้จบก่อนเซ็น

เช็กลิสต์นี้เขียนจากมุมการทำงานด้านการตลาด ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย ถ้อยคำในสัญญาและเงื่อนไขทางกฎหมายทุกข้อเป็นสิ่งที่ควรตรวจกับฝ่ายกฎหมายของคุณก่อนเซ็น

สัญญาจ้างควรมีอะไรบ้าง

ควรมีอย่างน้อย 8 ข้อตามตารางด้านล่าง แต่ละข้อตอบคำถามที่คุณต้องตอบ CEO หรือฝ่ายจัดซื้อในวันที่งานไม่เป็นไปตามแผน ถ้าข้อไหนไม่อยู่ในสัญญา วันนั้นทั้งสองฝ่ายต้องพึ่งความจำแทนเอกสาร

ข้อ

ต้องเขียนอะไร

ถ้าไม่เขียน มักเจออะไร

1. ขอบเขตงาน

งานที่ทำทุกเดือน จำนวนชิ้นงาน รอบแก้ไข และสิ่งที่ไม่อยู่ในขอบเขต

มีงานเพิ่มแล้วไม่แน่ใจว่ารวมในค่าบริการหรือไม่

2. ค่าบริการและงบโฆษณา

ค่าบริการแยกจากงบโฆษณา ใครจ่ายแพลตฟอร์ม และเอกสารที่ใช้ยืนยันยอด

ไม่รู้ว่าเงินแต่ละเดือนไปถึงสื่อจริงเท่าไหร่

3. KPI และรอบทบทวน

ตัวเลขที่ใช้วัด นิยาม Lead ที่ผ่านเกณฑ์ และเดือนที่จะทบทวนร่วมกัน

วัดกันคนละตัวเลข ตัดสินใจต่อหรือหยุดไม่ได้

4. บัญชีและข้อมูล

บัญชีโฆษณา Pixel GA4 และข้อมูล Lead อยู่ในชื่อบริษัท ทีมภายนอกได้สิทธิ์เข้าถึง

เลิกจ้างแล้วประวัติบัญชีไม่ได้ตามมา

5. ลิขสิทธิ์ชิ้นงาน

ใครเป็นเจ้าของภาพ วิดีโอ ข้อความ และไฟล์ต้นฉบับ รวมถึงสิทธิ์ของภาพหรือฟอนต์ที่ซื้อมา

ใช้ชิ้นงานเดิมต่อไม่ได้ หรือไม่มีไฟล์ไว้แก้

6. ข้อมูลลูกค้าและความลับ

การใช้ เก็บ และลบข้อมูล Lead การรักษาความลับของราคาและแผนธุรกิจ

ข้อมูลลูกค้ากระจายอยู่หลายที่ ไม่ชัดว่าใครดูแล

7. รายงานและการประสานงาน

ความถี่ของรายงาน ตัวเลขที่ต้องมี ผู้ประสานงานของแต่ละฝ่าย และเวลาตอบกลับ

รายงานมีแต่ยอดเข้าถึง หรือไม่รู้ว่าต้องติดต่อใคร

8. ระยะสัญญาและการบอกเลิก

ระยะเวลา การต่ออายุ การแจ้งล่วงหน้า และรายการส่งมอบเมื่อเลิกจ้าง

ต้องคุยเรื่องส่งมอบตอนที่กำลังจะแยกทางกัน

8 ข้อนี้เป็นโครงที่เราใช้เช็กเอง ไม่ใช่มาตรฐานทางกฎหมาย สัญญาของบางบริษัทอาจรวมหลายข้อไว้ด้วยกัน หรือแยกเป็นเอกสารแนบท้าย เช่น ขอบเขตงาน (Scope of Work) ที่แนบเป็นภาคผนวก สิ่งที่ต้องดูคือเนื้อหาครบ ไม่ใช่จำนวนข้อ

ในคู่มือสำหรับผู้ลงโฆษณาที่ทำงานกับบุคคลที่สาม Google แนะนำให้ขอสำเนาข้อตกลงฉบับทางการเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้เช็กได้ว่างบโฆษณาถูกใช้ตามที่ตกลงกันไว้ (Google Ads Policy Help) สัญญาที่ครบ 8 ข้อจึงไม่ได้มีไว้เพื่อระวังกัน แต่มีไว้ให้ทั้งสองฝ่ายอ้างอิงเอกสารเดียวกัน

ขอบเขตงานควรเขียนละเอียดแค่ไหน

ละเอียดพอให้คนที่ไม่ได้อยู่ในห้องประชุมวันเซ็นสัญญา อ่านแล้วบอกได้ว่างานชิ้นหนึ่งอยู่ในขอบเขตหรือไม่ นั่นคือต้องมีทั้งสิ่งที่ทำ จำนวน และสิ่งที่ไม่ทำ

สิ่งที่ขอบเขตงานควรมี

  • ช่องทางและงานรายเดือน เช่น ดูแลโฆษณา Google และ Facebook ทำ Landing Page กี่หน้า เขียนบทความ SEO กี่ชิ้น
  • จำนวนชิ้นงานและรอบแก้ไข ภาพโฆษณาต่อเดือนกี่ชิ้น แก้ได้กี่รอบ และงานที่เกินรอบคิดค่าบริการยังไง
  • สิ่งที่ฝั่งบริษัทต้องส่งให้ ข้อมูลสินค้า Spec ภาพผลงาน และระยะเวลาอนุมัติงาน
  • สิ่งที่ไม่อยู่ในขอบเขต เช่น ถ่ายภาพนอกสถานที่ งานพิมพ์ หรือการตอบแชทลูกค้า
  • งานที่ต้องเสร็จก่อนเริ่มโฆษณา เช่น ติดตั้งระบบติดตามผลในบัญชีของบริษัท

ตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นภาพ บริษัทให้เช่านั่งร้านต้องการ Lead จากผู้รับเหมาที่ขอใบเสนอราคาสำหรับโครงการจริง ขอบเขตงานที่เขียนว่า ดูแลโฆษณาออนไลน์ ฟังดูครบ แต่ไม่บอกว่ารวมการทำ Landing Page สำหรับขอใบเสนอราคาหรือไม่ รวมเอกสาร Spec ให้ดาวน์โหลดหรือไม่ และใครเป็นคนส่ง Lead ต่อให้เซลส์

ขอบเขตงานที่ใช้งานได้จะเขียนว่า ทำ Landing Page ขอใบเสนอราคา 1 หน้า พร้อมฟอร์มที่ถามชื่อโครงการ จังหวัด และช่วงเวลาที่ต้องใช้นั่งร้าน ส่ง Lead เข้าระบบที่เซลส์ใช้ภายในวันเดียวกัน ส่วนเอกสาร Spec บริษัทเป็นผู้จัดเตรียม ทุกคนอ่านแล้วเข้าใจตรงกันว่าใครทำอะไร

ขอบเขตแบบนี้ช่วยคุณสองทาง เวลา CEO ถามว่าค่าบริการเดือนนี้ได้อะไร คุณตอบจากเอกสารได้ทันที และเวลามีงานด่วนนอกแผน ทั้งสองฝ่ายมีจุดอ้างอิงเดียวกันว่าต้องคิดเพิ่มหรือไม่

ควรระบุผู้อนุมัติงานฝั่งบริษัทให้ชัด และตกลงระยะเวลาอนุมัติไว้ด้วย เพราะงานที่ต้องรอหลายคนอนุมัติมักทำให้แผนเลื่อน ถ้าบริษัทมีทีมการตลาดภายในอยู่แล้ว ขอบเขตงานควรแบ่งให้ชัดว่าส่วนไหนทีมภายในทำ ส่วนไหนทีมภายนอกทำ เราเขียนวิธีแบ่งงานไว้ในบทความ มีทีมการตลาดแล้ว ทำไมยังต้องจ้างเอเจนซี่

ค่าบริการกับงบโฆษณา ควรเขียนแยกยังไง

ให้เขียนเป็นสองก้อนที่ไม่ปนกัน ก้อนแรกคือค่าบริการที่จ่ายให้ทีมภายนอก ก้อนที่สองคืองบโฆษณาที่จ่ายให้แพลตฟอร์ม แล้วระบุว่าใครเป็นคนจ่ายแพลตฟอร์ม และใช้เอกสารอะไรยืนยันยอดที่จ่ายจริงทุกเดือน

แนวทางนี้ตรงกับข้อกำหนดด้านความโปร่งใสที่ Google ใช้กับบุคคลที่สามที่ดูแล Google Ads ให้ลูกค้า ถ้าคิดค่าบริการแยกจากค่าโฆษณา ต้องแจ้งลูกค้าให้ชัด อย่างน้อยต้องแจ้งลูกค้าใหม่เป็นลายลักษณ์อักษรก่อนการซื้อครั้งแรก และแสดงค่าบริการในใบแจ้งหนี้ทุกใบ ส่วนเวลารายงานค่าโฆษณา ต้องรายงานจำนวนเงินที่ Google เรียกเก็บจริงโดยไม่รวมค่าบริการ (Google Ads Policy Help)

ข้อกำหนดนี้เป็นของ Google แพลตฟอร์มอื่นอาจไม่ได้เขียนไว้แบบเดียวกัน แต่หลักเดียวกันใช้กับทุกช่องทางได้ คือคุณควรเห็นยอดที่แพลตฟอร์มเรียกเก็บจริง แยกจากค่าบริการเสมอ

วิธีจ่ายงบโฆษณา

สิ่งที่ควรเขียนในสัญญา

บริษัทผูกวิธีชำระเงินกับบัญชีโฆษณาเอง

ทีมภายนอกเรียกเก็บเฉพาะค่าบริการ บริษัทเห็นยอดที่แพลตฟอร์มเรียกเก็บโดยตรง

ทีมภายนอกจ่ายแทนแล้วเรียกเก็บทีหลัง

แนบเอกสารจากแพลตฟอร์มที่ตรงกับยอดเรียกเก็บทุกเดือน และระบุว่ามีค่าธรรมเนียมการจ่ายแทนหรือไม่

ค่าบริการคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของงบโฆษณา

ระบุฐานที่ใช้คิด และค่าบริการขั้นต่ำหรือเพดานถ้ามี

ข้อที่มักตกหล่นคือกรณีงบโฆษณาใช้ไม่หมดหรือใช้เกิน เช่น งบที่เหลือยกไปเดือนหน้าได้หรือไม่ และถ้าแพลตฟอร์มเรียกเก็บเกินงบที่อนุมัติ ใครรับผิดชอบส่วนต่าง ส่วนเรื่องภาษีและเอกสารทางบัญชีของแต่ละวิธี ให้ฝ่ายบัญชีของคุณตรวจก่อนเลือก

บัญชีโฆษณาและชิ้นงาน ควรเป็นของใคร

ควรเป็นของบริษัทคุณทั้งหมด ทั้งบัญชีโฆษณา ระบบวัดผล ข้อมูล Lead และไฟล์ชิ้นงานที่จ่ายเงินแล้ว ส่วนทีมภายนอกควรได้สิทธิ์เข้าถึงเท่าที่งานต้องใช้ ข้อนี้ควรเขียนในสัญญาเป็นรายการ ไม่ใช่ประโยครวม ๆ ว่าทรัพย์สินทั้งหมดเป็นของผู้ว่าจ้าง

ฝั่ง Google Ads คู่มือการทำงานกับบุคคลที่สามระบุว่าทีมภายนอกต้องตั้งบัญชี Google Ads แยกให้คุณ และอย่างน้อยคุณมีสิทธิ์รู้จำนวนคลิก จำนวนการแสดงผล และค่าใช้จ่ายรวมของโฆษณา (Google Ads Policy Help)

เมื่อทีมภายนอกเชื่อมบัญชีของคุณเข้ากับ Manager Account (บัญชีสำหรับดูแลหลายบัญชีจากที่เดียว) ของเขา Google ระบุว่าบัญชีของคุณยังเป็นเจ้าของข้อมูล และถอนสิทธิ์ความเป็นเจ้าของได้ด้วยการยกเลิกการเชื่อม แต่ Manager Account ที่ได้สถานะเจ้าของจะมีสิทธิ์ผู้ดูแลเต็ม เช่น เชิญหรือลบผู้ใช้ และโอนสถานะเจ้าของไปยัง Manager Account อื่น (Google Ads Help)

ในทางปฏิบัติ สัญญาจึงควรระบุว่าคนในบริษัทต้องมีสิทธิ์ผู้ดูแลในบัญชีโฆษณาทุกบัญชีตลอดเวลา และทีมภายนอกจะไม่โอนสถานะเจ้าของหรือลบผู้ใช้ของบริษัทออก แพลตฟอร์มอื่น เช่น Facebook, LINE และ TikTok มีระบบสิทธิ์ต่างกันไป หลักที่ใช้ร่วมกันได้คือสร้างบัญชีในชื่อบริษัทตั้งแต่วันแรก เพราะการย้ายบัญชีภายหลังมักยากกว่าการตั้งให้ถูกตั้งแต่ต้น

ชิ้นงานเป็นอีกเรื่องที่ควรเขียนแยก ให้ระบุว่าภาพ วิดีโอ ข้อความโฆษณา และบทความที่จ่ายเงินแล้วเป็นของใคร ใช้ต่อหลังเลิกจ้างได้หรือไม่ และบริษัทจะได้ไฟล์ต้นฉบับที่แก้ไขได้ หรือได้แค่ไฟล์ที่ใช้งานจริง ส่วนภาพสต็อก ฟอนต์ หรือเพลงที่ทีมภายนอกซื้อสิทธิ์มาใช้ ควรระบุว่าสิทธิ์อยู่ในชื่อใคร เพราะสิทธิ์บางแบบผูกกับผู้ซื้อ ไม่ได้ติดไปกับชิ้นงาน หลักเรื่องลิขสิทธิ์ในงานที่จ้างทำมีรายละเอียดตามกฎหมาย ถ้อยคำข้อนี้จึงเป็นสิ่งที่ควรตรวจกับฝ่ายกฎหมายของคุณ

ข้อมูล Lead คือข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าที่บริษัทคุณต้องดูแลตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ถ้าทีมภายนอกต้องเข้าถึงหรือเก็บข้อมูลนี้ เช่น ดาวน์โหลด Lead จากฟอร์มโฆษณา หรืออัปโหลดรายชื่อลูกค้าไปทำกลุ่มเป้าหมาย ควรมีข้อตกลงว่าใช้ข้อมูลเพื่ออะไร เก็บไว้ที่ไหน และลบเมื่อไหร่ บางบริษัททำเป็นข้อตกลงการประมวลผลข้อมูลแนบท้ายสัญญา รูปแบบที่เหมาะกับบริษัทคุณให้ฝ่ายกฎหมายหรือเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัทตรวจ

KPI ในสัญญา ควรเขียนแบบไหน

ควรเขียนเป็นตัวเลขที่ทั้งสองฝ่ายวัดได้ตรงกัน พร้อมนิยามและรอบทบทวน ไม่ใช่เขียนเป็นคำมั่นเรื่องยอดขายปลายทาง เพราะยอดขายของธุรกิจ B2B ขึ้นกับเซลส์ ราคา และจังหวะโครงการของลูกค้าด้วย ซึ่งทีมการตลาดคุมไม่ได้ทั้งหมด

เขียนกว้างเกินไป

เขียนให้วัดได้

เพิ่มยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์

จำนวน Lead ที่ผ่านเกณฑ์ต่อเดือน โดยเซลส์เป็นผู้ยืนยันตามนิยามที่แนบท้าย

ได้ Lead คุณภาพดี

Lead ที่ระบุชื่อโครงการ พื้นที่ และช่วงเวลาที่ต้องใช้สินค้า

ลดต้นทุนการตลาด

ต้นทุนต่อ Lead ที่ผ่านเกณฑ์ แยกตามช่องทาง

รายงานผลสม่ำเสมอ

รายงานรายเดือนภายในวันที่ตกลง พร้อมค่าโฆษณาที่จ่ายจริง

นิยาม Lead ที่ผ่านเกณฑ์ควรตกลงร่วมกับหัวหน้าเซลส์ก่อนเซ็น แล้วแนบเป็นเอกสารท้ายสัญญา เมื่อธุรกิจเปลี่ยน เช่น เปิดสินค้าใหม่หรือขยายไปงานรับสร้างบ้าน ก็แก้เอกสารแนบได้โดยไม่ต้องแก้ตัวสัญญา

ควรกำหนดจุดทบทวนไว้ล่วงหน้า เช่น เดือนที่ 3 และเดือนที่ 6 แล้วเขียนว่าในแต่ละจุดจะตัดสินใจเรื่องอะไร ทั้งการขยายงาน ปรับแผน หรือหยุด จุดทบทวนแบบนี้ช่วยให้คุณมีคำตอบให้ CEO ตามกำหนด แทนการถูกถามทุกเดือนว่าเห็นผลหรือยัง

ถ้าสัญญามีส่วนที่ผูกค่าบริการกับผลงาน ให้ผูกกับตัวเลขที่ทั้งสองฝ่ายมีส่วนร่วม เช่น Lead ที่ผ่านเกณฑ์ ไม่ใช่จำนวนฟอร์มทั้งหมด เพราะการผูกกับจำนวนอย่างเดียวอาจได้ปริมาณมากขึ้น แต่คุณภาพไม่ขยับ

เรื่องรายงาน ให้เขียนว่าส่งวันไหน มีตัวเลขอะไร ใครเป็นผู้ประสานงานของแต่ละฝ่าย และคุณเข้าดูบัญชีโฆษณาเองได้ตลอดเวลา ในกรณีที่ข้อกำหนดของ Google ให้บุคคลที่สามต้องส่งรายงานรายเดือน รายงานต้องมีข้อมูลค่าใช้จ่าย คลิก และการแสดงผลในระดับบัญชี หรือให้ลูกค้าเข้าสู่ระบบบัญชีของตัวเองเพื่อดูข้อมูลได้โดยตรงแทน (Google Ads Policy Help)

เลิกจ้างแล้ว ต้องได้อะไรคืนบ้าง

ต้องได้สิทธิ์บัญชีทั้งหมดกลับมาอยู่ในมือบริษัท ได้ข้อมูล Lead ย้อนหลัง ไฟล์ชิ้นงานต้นฉบับ และสรุปสิ่งที่เคยทดลอง รายการนี้ควรเขียนในสัญญาตั้งแต่วันเซ็น เพราะตอนเริ่มงานทุกฝ่ายคุยกันง่ายกว่าตอนกำลังจะแยกทาง

  1. ระยะเวลาแจ้งล่วงหน้า ของทั้งสองฝ่าย และช่วงที่ทีมเดิมยังดูแลแคมเปญระหว่างส่งต่องาน
  2. สิทธิ์บัญชี บัญชีโฆษณา Pixel และ GA4 มีคนในบริษัทเป็นผู้ดูแล และถอดสิทธิ์ทีมเดิมได้เอง
  3. ข้อมูล Lead ไฟล์ทั้งหมดพร้อมช่องทาง วันที่ และสถานะ แล้วลบสำเนาฝั่งทีมภายนอกตามที่ตกลง
  4. ไฟล์ชิ้นงาน ต้นฉบับที่แก้ไขได้ ไม่ใช่ลิงก์ที่หมดอายุได้
  5. สรุปสิ่งที่เคยทดลอง กลุ่มเป้าหมาย ข้อความ และช่องทางที่ได้ผลหรือไม่ได้ผล
  6. ค่าบริการเดือนสุดท้าย คิดยังไงถ้าเลิกกลางเดือน และงบโฆษณาที่จ่ายล่วงหน้าไว้คืนยังไง

ถ้าสัญญามีเงื่อนไขต่ออายุอัตโนมัติ ให้จดวันสุดท้ายที่ต้องแจ้งไว้ในปฏิทินตั้งแต่วันเซ็น การเขียนเรื่องส่งมอบไว้ไม่ได้แปลว่าคาดว่าจะเลิกกัน แต่ทำให้ทั้งสองฝ่ายทำงานได้สบายใจ และถ้าวันหนึ่งต้องเปลี่ยนทีมจริง ข้อมูลและประวัติที่สะสมมาก็ไม่หายไปพร้อมกัน

ถ้าเคยผ่านรอบที่ทำงานกับทีมภายนอกแล้วไม่ได้ผล และกำลังคิดว่าจะเริ่มรอบใหม่ยังไง เราเขียนวิธีหาว่ารอบก่อนติดตรงไหนไว้ในบทความ เคยจ้างเอเจนซี่แล้วไม่ได้ผล ควรลองใหม่ไหม

เช็กลิสต์ 8 ข้อนี้เอาไปใช้อ่านร่างสัญญากับทีมภายนอกเจ้าไหนก็ได้ แม้จะไม่ได้ทำงานกับเราก็ตามครับ ถ้าอยากให้เราช่วยดูว่าขอบเขตงานและ KPI ในร่างที่ได้มาเหมาะกับธุรกิจของคุณไหม กรอกฟอร์มคัดกรองฟรีได้ที่หน้าติดต่อเรา ทีมจะดูข้อมูลแล้วติดต่อกลับเพื่อนัดคุย

คำถามที่พบบ่อย

ควรใช้สัญญาของบริษัทเราหรือของทีมภายนอก ใช้ได้ทั้งสองแบบ บริษัทที่มีฝ่ายกฎหมายมักใช้แบบฟอร์มของตัวเอง ส่วนบริษัทที่ยังไม่มี มักเริ่มจากร่างของทีมภายนอก ไม่ว่าจะใช้ฉบับไหน ให้ไล่เช็กลิสต์ 8 ข้อในบทความนี้ว่ามีครบ แล้วส่งให้ฝ่ายกฎหมายของคุณตรวจถ้อยคำก่อนเซ็น

ควรเซ็น NDA แยกก่อนคุยรายละเอียดไหม ควร ถ้าต้องส่งข้อมูลที่อ่อนไหวให้ทีมภายนอกตั้งแต่ช่วงขอ Proposal เช่น ยอดขาย ราคาที่ขายให้ผู้รับเหมา หรือรายชื่อโครงการที่กำลังประมูล ข้อตกลงรักษาความลับ (NDA) ช่วยให้คุยตัวเลขจริงได้ตั้งแต่แรก และ Proposal ที่ได้กลับมาก็ตรงกับธุรกิจมากขึ้น หลังเซ็นสัญญาจ้าง ข้อรักษาความลับมักรวมอยู่ในสัญญาหลักอยู่แล้ว

ทีมภายนอกส่งงานบางส่วนให้คนอื่นทำต่อได้ไหม ทำได้ถ้าตกลงกันไว้ หลายทีมทำงานร่วมกับฟรีแลนซ์หรือพาร์ทเนอร์เฉพาะทาง เช่น ช่างภาพหรือทีมถ่ายวิดีโอ สิ่งที่ควรเขียนในสัญญาคือต้องแจ้งบริษัทก่อน ใครเป็นผู้รับผิดชอบงานต่อบริษัท และเงื่อนไขเรื่องข้อมูลกับความลับครอบคลุมถึงผู้รับงานต่อด้วย

ควรเริ่มด้วยสัญญาระยะสั้นก่อนไหม ทำได้ และเหมาะกับบริษัทที่ยังไม่เคยทำงานกับทีมนั้น เช่น เริ่มจากงานวางระบบวัดผลหรือแคมเปญเดียว แล้วค่อยขยาย ข้อที่ต้องระวังคือธุรกิจที่รอบการขายยาวหลายเดือน สัญญาที่สั้นเกินไปอาจจบก่อนจะเห็นตัวเลขจากเซลส์ จึงควรให้สัญญายาวพอถึงจุดทบทวนแรกเป็นอย่างน้อย

สัญญาเดิมไม่มีข้อเหล่านี้ ควรทำยังไง ไม่ต้องรอให้ครบสัญญา คุยกับทีมเดิมเพื่อทำบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมแนบท้ายได้ เริ่มจากเรื่องที่แก้ทีหลังยากที่สุดก่อน คือสิทธิ์ผู้ดูแลบัญชีโฆษณาและการส่งข้อมูล Lead ให้บริษัทเป็นประจำ สัญญาที่ไม่มีข้อเหล่านี้มักเกิดจากการเริ่มงานเร็วเพื่อให้ทันแคมเปญ ไม่ได้เกิดจากใครตั้งใจ

แหล่งอ้างอิง

—————————-

หากคุณกำลังมองหาที่ปรึกษาและทีมรับทำการตลาด เอเจนซี่โฆษณา สร้างยอดขายทะลุเป้าแบบก้าวกระโดด ติดต่อเราเพื่อให้ธุรกิจของคุณไปสู่เป้าหมายที่ใฝ่ฝัน

ติดต่อรับคำปรึกษาฟรี !!!
Tel : 094-616-3651
Line OA : @unicronet

#Unicronet #PerformanceMarketing #digital agency #เอเจนซี่โฆษณา #Marketing agency #ทำการตลาดออนไลน์ #Content marketing


ผู้เขียนบทความ

ชญานิศ จิตรีปลื้ม (นิก)

ชญานิศ จิตรีปลื้ม (นิก)

Founder ของ Unicronet Agency และ Right Lane ทำงานกับทีมการตลาดขององค์กรมากว่า 10 ปี บนความเชื่อว่าทุกกลยุทธ์ต้องวัดผลย้อนกลับได้

วางแผนและดูแลแคมเปญบน Facebook Ads, Google Ads, TikTok, LINE, YouTube, Marketplace Ads และงาน SEO มาแล้วกว่า 500 แคมเปญ ให้กับแบรนด์ชั้นนำและบริษัทข้ามชาติ

งานที่ถนัดคือการออกแบบระบบหาลูกค้าให้ธุรกิจที่ปิดการขายยาก ตั้งแต่คุณภาพของลีดที่เข้ามา ต้นทุนต่อดีลที่ปิดได้จริง ไปจนถึงการโฆษณาในหมวดสินค้าที่มีข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ โดยใช้ Martech และ AI เป็นเครื่องมือวัดผล

Google Partner · Meta Business Partner

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจอื่นๆของเรา

ขายโซล่าเซลล์ให้โรงงาน ทำไมสำรวจหน้างานแล้วลูกค้ายังไม่ตัดสินใจ

ช่วงนี้การติดโซล่าเซลล์กำลังมาแรง ใครเคยเจอปัญหานี้บ้าง […]

เว็บไซต์บริษัท B2B มีคนเข้าทุกวัน แต่ทำไมไม่มีใครกรอกฟอร์มหรือโทรมา

จะทำยังไง? เมื่อเปิดรายงานเว็บทีไรก็เห็นคนเข้าทุกวัน แต […]

ธุรกิจวัสดุก่อสร้างทำการตลาดออนไลน์ยังไง ให้ผู้รับเหมาและสถาปนิกค้นเจอบน Google

บ่อยครั้งเวลาที่ผู้รับเหมาที่ต้องหาวัสดุให้ทันหน้างาน ก […]

จ้างเอเจนซี่การตลาด ควรเห็นผลภายในกี่เดือน สำหรับธุรกิจ B2B

หลังเซ็นสัญญาจ้างเอเจนซี่การตลาด คำถามที่คุณมักได้ยินจา […]